จากความกดดันทางเศรษฐกิจ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของ“อาชญากรรม”บางประเภท โดยเฉพาะอาชญากรรมเชิงทรัพย์ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ผอ.ศปนม.ตร.) สะท้อนอาชญากรรมช่วงราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้เกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์สูงขึ้น เช่น การชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรืออะไรที่เกี่ยวกับการลักทรัพย์ มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น แต่ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังไม่เห็นแนวโน้มเกิดอาชญากรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สูงขึ้น ยังอยู่ในสถิติที่สามารถควบคุมได้

รองผบ.ตร. กล่าวว่า ในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามน้ำมันเถื่อนฯ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งระงับการส่งออกนอกราชอาณาจักร ยกเว้นประเทศเมียนมาและลาว ศูนย์ปราบปรามน้ำมันเถื่อนฯดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ ควบคุมและป้องกันการลักลอบขนน้ำมันทั้งทางบกและทางทะเล เพราะปัจจุบันประเทศไทยถือว่าราคาน้ำมันถูกกว่าหลายประเทศในอาเซียน

ดังนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้มีใครลักลอบนำน้ำมันไปส่งขายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่กับตรวจสอบการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ป้องกันการ“โก่งราคา”น้ำมันเกินจริง และอำนวยความสะดวกให้รถขนส่งน้ำมัน สามารถเดินทางได้รวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้ อาจจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจบางครอบครัว หรือบางคน ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะทำให้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สูงขึ้น จึงมีข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัย อาทิ หลีกเลี่ยงการสวมใส่หรือพกพาทรัพย์สินมีค่าในที่สาธารณะ เพิ่มความระมัดระวังในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะใน“พื้นที่เสี่ยง” หรือร้านค้าที่มีการจำหน่ายของที่มีมูลค่าสูง ยกตัวอย่าง

ร้านค้าทอง ต้องมีการวางมาตรการป้องกันให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้ให้คำแนะนำไป ส่วนการกักตุนน้ำมัน ซึ่งหลายคนอาจมีการกักตุนน้ำมันไว้ เพราะกลัวน้ำมันจะขาดแคลน ให้ระวังเรื่องการจัดเก็บ เพราะอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้หรือระเบิดได้
สำหรับสถิติคดีอาญาในช่วงวันที่ 1 ต.ค.68 – 18 มี.ค.69 พบคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เป็นกลุ่มคดีที่มีจำนวนสูงที่สุด มีรับแจ้งรวม 28,245 คดี จับกุมได้ 22,140 คดี ผู้ต้องหา 25,789 คน คิดเป็นผลการปฏิบัติประมาณ 78.39% และมีอัตราการเกิดต่อประชากรแสนคนที่ 43 คดี

แบ่งรายละเอียดแต่ละประเภท ปรากฎว่าลักทรัพย์ เป็นคดีที่เกิดขึ้นมากที่สุด 13,539 คดี รองลงมาคือ ฉ้อโกง (รวมคดีออนไลน์) 6,435 คดี , ยักยอกทรัพย์ 2,789 คดี , ทำให้เสียทรัพย์ 1,131 คดี , วิ่งราวทรัพย์ 286 คดี , ชิงทรัพย์ 164 คดี ,ปล้นทรัพย์ 25 คดี , กรรโชกทรัพย์ 473 คดี , รับของโจร 133 คดี , ลักพาเรียกค่าไถ่ 2 คดี , วางเพลิง 245 คดี และคดีอื่นๆอีก 3,023 คดี
แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์อาชญากรรมยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ผันผวน ยังคงมีความเสี่ยงที่อาชญากรรมเชิงทรัพย์อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต การระมัดระวัง และตั้งการ์ดป้องกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเริ่มเตรียมตัว.
ทีมอาชญากรรม รายงาน



