89 ปี ที่ ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าทางทะเลของประเทศไทย รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้บทบาทของท่าเรือกลางเมืองกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ  เมื่อแนวคิดการย้ายภารกิจไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จ. ชลบุรี ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ประกาศแนวทางย้ายภารกิจของ ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ไปยัง ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้ประเทศไทยมีท่าเรือหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมสั่งชะลอการทบทวนแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ 2,353 ไร่ เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาใหม่ทั้งระบบ

“แหลมฉบัง”  ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งเดียว   นายพิพัฒน์ให้เหตุผลว่า ปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพรองรับตู้สินค้าประมาณ 1.3 ล้านทีอียูต่อปี แต่มีข้อจำกัดจากร่องน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าเทียบท่าได้ไม่สะดวก ต้องใช้เวลานำร่อง และมีขั้นตอนขนถ่ายสินค้าหลายทอด

ขณะที่ ท่าเรือแหลมฉบัง สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้โดยตรง มีศักยภาพรองรับการขยายตัว และเชื่อมต่อระบบขนส่งทางถนน ทางราง และทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า  การรวมบทบาทท่าเรือหลักไว้ที่แหลมฉบัง จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

นอกจากนี้ การคงท่าเรือสินค้าไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ยังทำให้รถบรรทุกจำนวนมากต้องเข้าสู่พื้นที่เมือง ส่งผลต่อปัญหาการจราจร และเพิ่มต้นทุนการขนส่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม

นายพิพัฒน์เห็นว่า ประเทศควรมีท่าเรือหลักเพียงแห่งเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ลดภาระค่าใช้จ่าย และวางระบบโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมจะหารือร่วมกับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในอดีตว่า การก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังมีเป้าหมายรองรับการย้ายภารกิจจากท่าเรือกรุงเทพตั้งแต่แรกหรือไม่ หากพบว่ามีนโยบายเดิม จะเดินหน้าการย้ายท่าเรือ แต่หากไม่มี จะเสนอ ครม. พิจารณากำหนดนโยบายใหม่

เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์  ทำเลทอง 2,353 ไร่   หากการย้ายภารกิจท่าเรือกรุงเทพเกิดขึ้นจริง พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 2,353 ไร่ จะถูกนำมาพัฒนาใหม่ทั้งผืน เบื้องต้นมีแนวคิดกันพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่รองรับชุมชนคลองเตย ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 12,600 ครัวเรือน หรือราว 40,000 คน

รูปแบบการพัฒนาจะเปลี่ยนจากชุมชนแออัดเป็นที่อยู่อาศัยแนวดิ่ง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งสวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และโรงพยาบาล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ส่วนพื้นที่ที่เหลือ มีแนวคิดเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนระยะยาว พัฒนาเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ ทั้ง Entertainment Complex ที่ไม่มีคาสิโน โรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และกิจกรรมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างรายได้กลับเข้าสู่ กทท. และนำผลประโยชน์ส่วนหนึ่งกลับมาพัฒนาชุมชนโดยรอบ

นายพิพัฒน์ยืนยันว่า พร้อมลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนคลองเตยด้วยตนเอง เพื่อสร้างความเข้าใจและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ยอมรับว่าอาจมีเสียงคัดค้าน แต่เชื่อว่าการพัฒนาจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ล้มแผนงานรัฐบาลชุดก่อน แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากแผนเดิมที่รัฐบาลก่อนมอบหมายให้ กทท. ศึกษาพัฒนาพื้นที่นำร่อง 520 ไร่ บริเวณหน้าท่า เป็นโครงการมิกซ์ยูส รองรับท่าเรือสำราญ โรงแรม ศูนย์การค้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ ทางเชื่อมท่าเรือ และระบบรถไฟฟ้ารางเบา(แทรม) เชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายหลัก

ทิศทางใหม่คือการย้ายภารกิจท่าเรือออกจากคลองเตย บริหารพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นภาพเดียว และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับพื้นที่ศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ จากแผนเดิมที่จัดทำแผนแบบแยกส่วน

เดิมพันที่มากกว่าการย้ายท่าเรือ แม้การย้ายท่าเรือคลองเตยวันนี้ ยังต้องผ่านการศึกษา การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย แต่การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดอย่างจริงจัง สะท้อนว่า กระทรวงคมนาคมกำลังประกาศทิศทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญ

เมื่อ “แลนด์บริดจ์” คือโครงการใหญ่ที่ถูกพักไว้ กลายเป็นของแสลงที่นายพิพัฒน์ ถึงขั้นต้องลบชื่อออก เพื่อความสบายใจของประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 

การย้ายท่าเรือคลองเตย  อาจเป็นอีกเดิมพันสำคัญของนายพิพัฒน์  เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนที่ตั้งของท่าเรือ แต่คือการกำหนดอนาคตของระบบโลจิสติกส์ไทย ควบคู่กับการพลิกโฉมที่ดินศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ กว่า 2,353 ไร่