โอมาน เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมักถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์รุนแรงและผลกำไรระยะสั้น แต่โอมานกลับดำเนินวิถีทางของตนเองภายใต้ความเชื่อที่ว่า การเจรจาอย่างสันติคือหัวใจสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในระยะยาว นโยบายความเป็นกลางของโอมานไม่ใช่เพียงการวางเฉยหรือการอยู่นิ่ง แต่เป็น “ความจำเป็นเชิงอัตถิภาวนิยม” เพื่อความอยู่รอดของระบอบการปกครอง ท่ามกลางประชากรจำนวนไม่มาก และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งรายล้อมไปด้วยมหาอำนาจที่มีอิทธิพลสูง

รากฐานที่สำคัญที่สุดของนโยบายความเป็นกลางของโอมานมีที่มาจากอิทธิพลของลัทธิอิบาดี (Ibadism) ซึ่งเป็นแนวทางอิสลามหลักที่ปฏิบัติในประเทศ ลัทธิดังกล่าวเน้นย้ำถึงคุณธรรมที่ปฏิเสธความคลั่งไคล้ทางศาสนา และส่งเสริมความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างทางความคิด การตีความแบบอิบาดีชี้ว่า ความดื้อรั้นในความเข้าใจทางศาสนาจะนำไปสู่ความล้าหลัง ความรุนแรง และความแตกแยก การบูรณาการลัทธิอิบาดีเข้ากับโครงสร้างรัฐช่วยให้โอมานรักษาความสามัคคีในสังคม และก้าวขึ้นมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางในกิจการระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนปรัชญาการทูตโอมานได้ชัดเจนที่สุดคือระบบชลประทานโบราณที่เรียกว่า “อัฟลาจ” ( Aflaj ) ซึ่งเป็นช่องทางส่งน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรมานานนับพันปี ระบบนี้เป็นอิทธิพลพื้นฐานต่อนโยบายต่างประเทศที่เน้นการสนทนา การปรึกษาหารือ และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แทนการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรที่ขาดแคลน ในการทูต โอมานปฏิเสธยุทธศาสตร์แบบ “เกมผลรวมเป็นศูนย์” ( Zero-sum game ) และมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สำหรับการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และการแบ่งปันทรัพยากรอย่างยุติธรรม

นายบาดร์ อัลบูร์ไซดี รมว.การต่างประเทศโอมาน

นโยบายต่างประเทศของโอมานมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ในช่วงปี 2513-2518 โอมานมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับโลกอาหรับและนานาชาติเพื่อลดการพึ่งพาสหราชอาณาจักรฝ่ายเดียว และสร้างความชอบธรรมให้กับการเป็นเอกราช โอมานเข้าเป็นสมาชิกสันนิบาตอาหรับและสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) เมื่อปี 2514 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการประกาศตัวเป็นผู้เล่นในเวทีโลก

จุดยืนที่เป็นอิสระของโอมานปรากฏชัดในปี 2521 เมื่อโอมานเป็นหนึ่งในเพียงสามประเทศอาหรับที่ไม่ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอียิปต์ หลังรัฐบาลไคโรลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับอิสราเอล นอกจากนี้ เมื่อเกิดการปฏิวัติอิหร่านในปี 2522 โอมานยังคงรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไว้ พร้อมกับเสนอแผนคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อป้องกันการรุกรานทางทหารที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ในระยะหลัง โอมานมีการปรับยุทธศาสตร์บางประการ เช่น การกระชับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียให้แน่นแฟ้นยิ่ง ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งสภาประสานงานและการลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจหลายฉบับ รวมถึงโครงการถนนและทางรถไฟเชื่อมระหว่างสองประเทศ

บทบาทของโอมานในฐานะ “ผู้ไกล่เกลี่ยที่เชื่อถือได้” ได้รับการพิสูจน์ผ่านวิกฤตการณ์สำคัญหลายครั้ง ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โอมานได้รับการยกย่องทั่วโลก ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการขับเคลื่อนทูตเชิงรุกเพื่อลดความตึงเครียด

ความสำเร็จที่เป็นหัวใจสำคัญของการทูตโอมาน คือการเปิดช่องทางลับระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เมื่อปี 2555 ซึ่งนำไปสู่การลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ในปี 2558 ความสามารถในการรักษาความลับและความเป็นส่วนตัวของการเจรจา ที่กรุงมัสกัต ทำให้โอมานกลายเป็นสถานที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายไว้วางใจ แม้สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงในปี 2561 โอมานยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อลดความตึงเครียดทั้งในประเด็นนิวเคลียร์และประเด็นระดับภูมิภาค

ในเดือนก.พ. ปีนี้ จนกระทั่งก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง โอมานยังคงทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับการเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน นอกจากนี้ โอมานเป็นประเทศเดียวในคณะมนครีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ( จีซีซี ) ที่ปฏิเสธการเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ในสงครามเยเมนปี 2558 จุดยืนนี้ช่วยให้โอมานรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มฮูตี และทำหน้าที่เป็นช่องทางหลัง สำหรับการติดต่อจากสหรัฐและนานาชาติ

ในช่วงวิกฤติการณ์ทะเลแดงระหว่างปี 2566-2568 โอมานแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อการโจมตีเรือพาณิชย์ของกลุ่มฮูตี และการตอบโต้ด้วยกำลังทหารจากสหรัฐ และสหราชอาณาจักร โอมานวิจารณ์ว่า การใช้ความรุนแรงจะไม่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว และเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในฉนวนกาซาซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา

โอมานดำเนินนโยบาย “ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์” ( Strategic Ambivalence ) เพื่อรักษาดุลอำนาจระหว่างขั้วมหาอำนาจต่าง ๆ ซึ่งทำให้โอมานประสบความสำเร็จในการรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรดั้งเดิมในตะวันตก และความร่วมมือที่กำลังเติบโตกับชาติตะวันออก

นโยบายความเป็นกลางทางการทูตของโอมาน มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนผ่านโอมานไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่หลากหลาย และลดการพึ่งพารายได้จากปิโตรเลียม การรักษาความเป็นกลาง ช่วยให้โอมานเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยปราศจากความเสี่ยงจากการเลือกข้างในความขัดแย้งระดับภูมิภาค

ท่าเรือดูคม ตั้งอยู่ทางตะวันออกของโอมาน

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโอมาน คือ ท่าเรือดูคม ( Duqm ) ซึ่งตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศในมหาสมุทรอินเดีย โอมานตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และพลังงานสะอาด รวมถึงการผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและการขยายตัวของอุตสาหกรรมการเดินเรือ การตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซทำให้ดูคมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า สำหรับบริษัทน้ำมันและก๊าซในยามที่มีความตึงเครียดทางทหาร

แม้นโยบายความเป็นกลางจะส่งผลดีต่อโอมานมานานกว่าห้าทศวรรษ แต่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในศตวรรษที่ 21 กำลังสร้างข้อจำกัดและเป็นความท้าทายใหม่ให้กับรัฐบาลมัสกัต และสั่นคลอนสถานะ “สวิตเซอร์แลนด์แห่งตะวันออกกลาง” ทางการทูต โดยเฉพาะในสายตาของรัฐบาลเตหะราน และหากท่าเรือดูคมกลายเป็นเป้าหมายทางการทหาร โอมานอาจถูกบีบให้ต้องเลือกเข้าร่วมกับการรวมตัวทางทหารอย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องทรัพย์สินและอธิปไตยของชาติ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหลังยุคน้ำมันเป็นภารกิจที่เร่งด่วน หากโอมานไม่สามารถลดปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ ความไร้เสถียรภาพภายในอาจทำให้นโยบายต่างประเทศที่เน้นสันติภาพขาดความน่าเชื่อถือ

ช่างเย็บผ้าชาวโอมานแสดงชุด “ดิชดาชา” ซึ่งเป็นชุดยาวประจำชาติสำหรับบุรุษ ภายในร้านค้าแห่งหนึ่งที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน

รัฐสุลต่านโอมานได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเป็นกลาง” ไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ แต่เป็นเครื่องมือทางการทูตที่ทรงพลังในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ในภูมิภาคซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นโยบายความเป็นกลางของโอมานเป็นผลึกของเทววิทยาอิบาดี ที่เน้นความอดทนอดกลั้น และแผนยุทธศาสตร์การทูตที่เน้นความรอบคอบและความต่อเนื่อง.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, AFP