พื้นที่ศิลปะห้องนิทรรศการหลักชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องจากนี้ถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม เปิดพื้นที่เปิดประตูการยืนหยัดสร้างสรรค์แสดงศักยภาพศิลปะ ในฐานะเครื่องมือของการเปิดเผย การยืนยันตัวตนและการทวงคืนพื้นที่แก่ผู้ที่ถูกทำให้เงียบงัน ถูกมองข้าม ฯลฯ โดยบอกเล่าผ่าน นิทรรศการ #อกหักเชิญทางนี้ 

ท่ามกลางอุตสาหกรรมศิลปะร่วมสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน กระบวนการคัดเลือกและการมองเห็น  ศิลปินจำนวนไม่น้อยดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เปราะบาง ไม่มั่นคง ขาดหลักประกันอย่างเป็นระบบทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณค่าทางวิชาชีพ

นิทรรศการ #อกหักเชิญทางนี้ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนำเสนอโครงการนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยและอบรมเชิงปฏิบัติการ ว่าด้วยประเด็นความมั่นคงและไม่มั่นคงทางทรัพยากรบุคคลในแวดวงศิลปะร่วมสมัย โดยโครงการฯ เชื้อเชิญศิลปินที่ทำงานในสนามศิลปะร่วมสมัย รวมถึงผู้เคยถูกปฏิเสธ ถูกมองข้ามไม่ได้รับการสนับสนุนเข้ามามีส่วนร่วมบอกเล่า พื้นที่สำหรับสะท้อนการยืนยันการมีอยู่และแสดงออกในแบบที่ศิลปินเลือกจะบอกเล่า

พาชมผลงาน ชมแนวคิดส่วนหนึ่งจากนิทรรศการฯ อาทิ “สายลมแสงแดดและสวนความทรงจํา” โดย อัครวินท์ ไกรฤกษ์ งานศิลปะที่สร้างขึ้นมาสําหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ เพื่อจัดวางความรู้สึกให้เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นจากการพัฒนาระบบนิเวศของสวน ความทรงจําร่วมกัน ทําให้เข้าใจวิธีการเก็บรักษาความทรงจําผ่านขั้นตอนการดูแลสวนที่เชื่อมโยงกับกระบวนการทํางานเพื่อบันทึกช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีการปรับตัวและเยียวยากันและกัน

โดย “จมูกต้นไม้” พิมพ์ดิจิทัลบนผ้าโปร่ง “ความใกล้ชิด คุ้นเคยและเข้าใจกันของชุมชนต้นไม้ผ่านการพึ่งพาอาศัยโดยใช้ร่มเงาของกิ่งก้านผสานกันไว้ เพื่อปรับสมดุลร่วมกันกับสภาพแวดล้อมรอบตัวภาพถ่ายบันทึกร่องรอยบนเปลือกไม้ของต้นแก้ว มีลักษณะเป็นจุดไหลเวียนล้อมรอบลําต้น การหมุนเวียนของอากาศช่วยให้ลําต้นมีความยืดหยุ่นและโอบรับกันและกัน จัดแสดงด้วยการแขวนหุ้มรอบเสา”

ขณะที่ “โพรงไม้” บันทึกการเคลื่อนไหวสอดผสานไปกับพื้นที่ เวลาและความคิด เชื่อมโยงกับการไหลเวียนของพืชคลุมดินเคลื่อนที่ผ่านท่วงทํานองของสายลมและแสงแดด ผสานกับการกระพือปีกของแมลงและการขยับตัวของสัตว์ การปรับตัวเป็นสภาวะที่ช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติจากการรับฟังและอยู่ร่วมกัน

สำหรับ “Life’s Postscript” โดย คเชนทร์ บดินทร์อิทธิเดช ถ่ายทอดมุมมองต่อวัฏจักรแห่งการดํารงอยู่ผ่านงานคอลลาจทํามือ หยิบยกสิ่งพิมพ์เก่ามาเป็นวัตถุดิบหลักในการทํางาน องค์ประกอบของภาพถูกร้อยเรียงผ่านสัญลักษณ์เชิงมานุษยวิทยาและธรรมชาติวิทยา อย่างเช่น “ดอกไม้” ในสภาวะเบ่งบานและโรยรา เป็นตัวแทนของความงามอันแสนสั้นและกาลเวลาที่ล่วงเลย “งู” ที่เลื้อยผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงการลอกคราบ การเกิดใหม่และการหมุนเวียนของพลังงานในวัฏจักรธรรมชาติที่ไม่จบสิ้น อีกหนึ่งผลงานในโครงการ#อกหักเชิญทางนี้ ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินใช้พื้นที่แห่งนี้สื่อสารไปยังสาธารณชนในวงกว้าง เป็นกระจกสะท้อนให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ เมื่อความตายถูกวางไว้เป็นฉากหลังความหมายของการมีลมหายใจจะเด่นชัดขึ้น โดยหลายคนอาจหลงลืมหรือมองข้ามไป “ในความมืดมิดของความตาย ศิลปะฉายให้เห็นแสงสว่างของการมีชีวิต”

อีกผลงาน “ชื่น” โดย วิทยา ชัยมงคล ศิลปินนําเสนอ การให้ชีวิตใหม่ผ่านการใช้วัสดุรีไซเคิลและแสดงออกถึงศักยภาพของวัสดุทางศิลปะในการถูกนํากลับมาใช้ใหม่ สื่อสารผ่านรูปทรงผู้หญิง ลดทอนรายละเอียดให้อยู่ในรูปทรงพื้นฐาน ผ่านความทรงจําในวัยเยาว์ อีกทั้งศิลปินค้นข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของลายผ้าโบราณซึ่งพบกับเรื่องราวของผ้าซิ่นลายแตงโม ฯลฯ ศิลปินมองการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่จําเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิม สามารถตีความผ่านสื่อรูปแบบใหม่สร้างการรับรู้ในเชิงอนุรักษ์ถึงสิ่งที่ถูกทิ้ง(กระดาษ) และสิ่งที่กําลังเลือนหาย(วัฒนธรรมดั้งเดิม) ร่วมบอกเล่าผลงานในโครงการฯ #อกหักเชิญทางนี้