ในขณะที่เครื่องบินขับไล่ของอิสราเอลทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทั่วอิหร่าน หน่วยข่าวกรอง “มอสสาด” ของรัฐบาลเทลอาวีฟ ก็ยกระดับความพยายามในการเข้าถึงชาวอิหร่านทั่วไป เพื่อระบุตัวบุคคลที่เต็มใจช่วยโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม
อิสราเอลและสหรัฐ เปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 รวมถึงสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนก่อนของอิหร่าน และจุดชนวนสงครามระดับภูมิภาค ซึ่งทำให้รัฐบาลเตหะรานยิงขีปนาวุธและใช้โดรนโจมตีประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และอิสราเอล
ความสามารถด้านข่าวกรองของอิสราเอล พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีบทบาทสำคัญในสงครามครั้งนี้ โดยกองทัพอิสราเอลกำลังไล่ล่าบุคคลสำคัญอื่น ๆ ในคณะผู้นำอิหร่าน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บรรดาผู้นำอิสราเอลยังกล่าวถึงประชาชนอิหร่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ควบคู่กับการโจมตีอิหร่านร่วมกับสหรัฐ ซึ่งเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สงครามปะทุขึ้น ชาวอิหร่านรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ ส่งผลให้ทางการอิหร่านดำเนินการปราบปรามอย่างโหดร้าย
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ช่องทางใหม่ของมอสสาดที่ใช้ภาษาเปอร์เซีย ปรากฏบนแพลตฟอร์มเทเลแกรม ซึ่งลิงก์ไปยังช่องทางดังกล่าว ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของมอสสาด นับเป็นการยืนยันความถูกต้องของช่องทางนั้น อีกทั้งยังมีลิงก์ไปยังบัญชีสรรหาบุคลากรบนอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก และลิงก์อิน ในภาษาฮิบรู ภาษาอังกฤษ และภาษาอาหรับ
ข้อความที่ปักหมุดไว้เป็นภาษาเปอร์เซีย ระบุว่า “ยินดีต้อนรับ! หากคุณมาถึงที่นี่แล้ว คุณคงต้องการติดต่อกับเรา เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง และมีโอกาสที่ดีที่เราจะสามารถทำงานร่วมกัน และบรรลุเป้าหมายร่วมกันของเราได้”
ข้อความดังกล่าวตามด้วยคำแนะนำทีละขั้นตอน เกี่ยวกับวิธีที่ชาวอิหร่านสามารถติดต่อหน่วยงานได้อย่างปลอดภัย ผ่านทางโพสต์บนเทเลแกรม หรือเว็บไซต์ของมอสซาด
อนึ่ง อิสราเอลกำลังมองหาแหล่งข่าวกรองในที่อื่นด้วย โดยใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อเหนือเลบานอน ขณะทำสงครามกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งวิธีการโปรยใบปลิวเพื่อสรรหาแหล่งข่าวกรองและทำสงครามโฆษณาชวนเชื่อ ยังถูกใช้ในฉนวนกาซาเช่นกัน
ช่องทางของมอสสาด ซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 48,000 คน โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา สนับสนุนให้ชาวอิหร่านส่งข้อมูลข่าวกรองจากภายในประเทศ ซึ่งผู้สัดทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า การติดต่อสื่อสารเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่มีมาอย่างยาวนานของหน่วยข่าวกรอง

“พวกเขาทำแบบนั้นมาหลายสิบปีแล้ว โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีอยู่” นายยอสซี เมลแมน นักวิเคราะห์กิจการข่าวกรองชาวอิสราเอล กล่าว
เมลแมนชี้ให้เห็นว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มอสสาดถูกกล่าวหาว่าให้เงินสนับสนุนสิ่งพิมพ์และสถานีวิทยุในประเทศศัตรู เช่นเดียวกับหน่วยข่าวกรองแห่งอื่น ๆ ซึ่งมอสสาดไม่ได้คิดค้นสิ่งใหม่ เนื่องจากสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (ซีไอเอ) ทำแบบนี้มานานแล้ว
ประมาณ 6 เดือนก่อนการเปิดช่องทางเทเลแกรมอย่างเป็นทางการ บัญชีชื่อ “Mossad Farsi” ปรากฏขึ้นบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ แม้จะไม่มีเครื่องหมายบัญชีที่ได้รับการยืนยันตัวตนก็ตาม
บัญชีดังกล่าวเริ่มโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ปีที่แล้ว หลังจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล สิ้นสุดลง โดยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บัญชีก็มีผู้ติดตามมากกว่า 60,000 คน
โพสต์แรก ๆ ของบัญชีนี้ เป็นชุดคลิปวิดีโอของนายเมนาเช อามีร์ ผู้ประกาศข่าววิทยุชื่อดังชาวอิสราเอล ที่เกิดในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน ซึ่งเขาใช้เวลานานกว่า 60 ปี ในการออกอากาศเป็นภาษาเปอร์เซียให้กับผู้ฟังในอิหร่าน ตามส่วนหนึ่งของความพยายามของอิสราเอล เพื่อเข้าถึงชาวอิหร่าน
ในคลิปวิดีโอชุดแรก อามีร์ให้คำมั่นว่า มอสซาดจะให้ความช่วยเหลือแก่พลเมืองอิหร่าน “ทุกรูปแบบที่เป็นไปได้” ซึ่งเขายืนยันในการให้สัมภาษณ์ว่า มอสสาดเป็นผู้ดำเนินการบัญชีดังกล่าว และข้อความคลิปวิดีโอแรกที่พวกเขาเผยแพร่ร่วมกัน มียอดรับชม 2.2 ล้านครั้ง
ด้านสำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ซึ่งกำกับดูแลมอสสาด ไม่ได้ตอบคำถามว่า มอสซาดอยู่เบื้องหลังบัญชีดังกล่าวจริงหรือไม่ แม้สื่ออิสราเอลอ้างว่าเป็น “บัญชีทางการ” อยู่เป็นประจำก็ตาม
นอกเหนือจากการโพสต์ข้อความเสียดสีผู้นำอิหร่านอย่างต่อเนื่อง บัญชีนี้ยังโพสต์เนื้อหาอีกหลากหลายประเภท รวมถึงข้อเสนอให้ชาวอิหร่านที่เจ็บป่วยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชาวอิสราเอลทางออนไลน์ ลำดับตัวเลขปริศนาที่ไม่มีคำอธิบายชัดเจน และแบบสำรวจที่มีคำถามว่า ใครควรเป็นผู้นำอิหร่านเพื่อแก้ไขวิกฤติด้านน้ำที่เรื้อรัง
ยิ่งไปกว่านั้น บัญชีดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนมากขึ้น เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วอิหร่าน ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ตลอดจนแสดงความคิดเห็นเสียดสีต่ออยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบัน เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้สืบทอดตำแหน่ง.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : AFP



