ศ.ดร.อมร พิมานมาศ  นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในบุคคลแรก ๆที่ออกมาชี้ถึงข้อสันนิษฐานดังกล่าว เล่าย้อนผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม”ถึงจุดเริ่มต้นข้อสังเกตนั้นมาจากภาพเหตุการณ์ขณะถล่มที่ปรากฎในโซเชียล พลันที่ตึกถล่มรู้สึกแปลก เพราะอาคารไม่ค่อยโยกทั้งที่แผ่นดินไหวโดยปกติที่จะถล่ม  ควรโยกไปมาด้วยความแรงก่อน แต่ตึกนี้ไม่ค่อยโยกแต่ร่วงลงมาแทนภายในเสี้ยววินาที  แสดงว่าต้องมีบางอย่าง“ผิดปกติ”

นี่คือจุดที่รู้สึกในวันนั้น และเหตุการณ์เหล่านี้มักมีจุดเริ่มต้นที่จุดหนึ่งจุดใด จนนำไปสู่การพังทลายไปจุดอื่น ๆ กระทั่งเกิดการ“ถล่มแบบสิ้นเชิง”

“บางคนอาจเรียกถล่มแบบแพนเค้ก คือพื้นตกกระทบ 30 ชั้นมากอง ลักษณะการพังทลายมีรูปแบบคล้ายลูกโซ่คือ Domino ดังนั้น หากจะไขปัญหาว่าตึกถล่มเพราะอะไร เราต้องไปดูจุดตั้งต้นให้ได้ว่ามันเริ่มถล่มที่ไหน”

การนำภาพวีดิโอในมุมต่างๆ มาเรียงเฟรมวินาทีต่อวินาที เพื่อหาคำตอบว่าเมื่อเทียบวินาทีแล้วจุดใดคือจุดเริ่มต้น จนเห็นว่าปัญหาคือ“ผนังปล่องลิฟท์”บริเวณไม่เกินชั้นที่ 4 ที่ดึงส่วนต่างๆของโครงสร้างร่วงลงมา

เสี้ยววินาทีก็ทำให้อาคารทั้งหลังถล่มลงมาได้

พร้อมมองวีดีโอ“ฟุตเทจ”เป็นหลักฐานสำคัญมาก และเป็นหลักฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เมื่อรู้จุดตั้งต้นการถล่ม เรื่องราวก็จะเจาะจงโฟกัสได้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ผนังปล่องลิฟท์  ทำให้ถล่มลงทั้งที่ผนังปล่องลิฟท์ควรเป็น“แกนกระดูก”หลักของตัวอาคาร ควรจะเป็นส่วนที่แข็งที่สุด

จากข้อสันนิษฐานนี้ ศ.ดร.อมร เผยเป็นสิ่งเดียวกับที่พบความเสียหายในหลายอาคารจริง แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานการออกแบบหรือการก่อสร้างผนังปล่องลิฟท์บ้านเราน่าจะมีปัญหาบางอย่าง และเชื่อมโยงได้ว่าการวิบัติที่เกิดขึ้นกับผนังปล่องลิฟท์ของอาคารสตง.อาจไม่ใช่เรื่องที่แปลก แต่ต้องหาจุดผิดพลาดให้เจอ เพราะต้องไม่ลืมว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้อีก และเรายังมีอาคารที่ผนังปล่องลิฟท์ไม่แข็งแรง 

“ถ้าเรายังมีอาคารที่ผนังปล่องลิฟท์ไม่แข็งแรง ถ้าแผ่นดินไหวแรงกว่านี้คำถามก็คือว่า อาคารเหล่านั้นจะทนทานต่อแรงแผ่นดินไหวได้ไหม”

พร้อมเตือนไปยังวิศวกรโครงสร้างว่าการลดพื้นที่ทำได้ แต่ไม่ใช่มากไป  ต้องมั่นใจกับการคำนวณและความปลอดภัย ในทางวิศวกรรมคือส่วนเผื่อความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานที่เรียกว่า Factory of  Safety ย้ำว่าแม้เข้าใจความจำเป็นเชิงธุรกิจที่ต้องการพื้นที่  แต่ก็ต้องไม่ละเลยความปลอดภัย เพราะหากผิดพลาดไม่เพียงโอกาสติดคุก แต่ยังมีคนจำนวนมากที่อยู่ในอาคารเหล่านั้นด้วย

“เวลาก่อสร้างอาคารสูงพื้นที่ขายมีความสำคัญมาก เมื่อซื้อคอนโดใจกลางเมืองตารางเมตรละหลายแสนบาท เขาจึงพยายามลดพื้นที่ไม่ว่าพื้นที่โครงสร้าง พื้นที่ผนัง  ซึ่งกฎหมายกำหนดขนาดทางหนีไฟ เขาก็ทำตามขั้นต่ำพอดีเป๊ะ จุดนี้เองที่ต้องเตือนไปวิศวกรโครงสร้างว่าเราลดได้ แต่ว่าไม่ใช่ลดมากเกินไป”

ขั้นตอนที่มักทำผิดในการแก้ไขแบบระหว่างการก่อสร้าง ศ.ดร.อมร ระบุ มีหลายสถานการณ์ ยกตัวอย่าง 1.การใช้วัสดุไม่ถูกต้องและไม่มีการควบคุมเข้มงวด เช่น คอนกรีตที่เป็นหัวใจหลักของความแข็งแรง ปกติก่อนนำไปเทต้องเก็บตัวอย่างไปทดสอบ แต่บางครั้งไม่ได้ส่งไปทดสอบในสถานบันที่เป็นกลางหรือมหาวิทยาลัย เป็นการทดสอบโดยบริษัทปูนเอง ที่ยังไงก็ต้องบอกว่าผ่านอยู่แล้ว

2.วิศวกรที่อาจไม่ได้คุมงานเข้มงวด หลายอาคารที่เกิดความเสียหาย จะเห็นเลยว่าเสริมเหล็กไม่ตรงตามแบบ ระยะต่าง ๆของเหล็กเยอะกว่าแบบมาก ปริมาณเหล็กที่ใช้ก็น้อยลง และ3.การแก้ไขแบบที่บางครั้งแก้ไขโดยทำให้ขนาดของชิ้นส่วน“เล็กลง” อาทิ ถ้าเราต้องการนำวัสดุตกแต่ง อย่างแผ่นกระเบื้องที่มีความหนาปิดทับเข้าไปที่โครงสร้างแล้วปรากฏว่าทำให้ทางเดินแคบลง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย บางคนเลือกใช้วิธีทำให้โครงสร้างบางลง เพื่อเหลือเนื้อที่เพียงพอจะทำให้ระยะทางเดินเป็นไปตามกฎหมายด้วย

“สิ่งเหล่านี้อันตรายทั้งสิ้น  ตนถึงบอกว่าโครงสร้างเป็นเรื่องที่ไม่ควรประมาท ควรให้ความสำคัญกับจุดนี้ จุดอื่นที่เราแก้ไขได้อย่างสถาปัตยกรรมงานตกแต่งเอาตรงนั้นก่อน  โครงสร้างขอให้เป็นจุดสุดท้ายที่จะแก้ไข” ศ.ดร.อมร ทิ้งท้ายความเห็นจากบทเรียนอาคารสตง.ถล่ม.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน