31 มีนาคม 2569 เวลา 19.30 น. ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เกมสำคัญที่จะพลาดไม่ได้สำหรับ และเปี่ยมมูลค่ามหาศาล ของ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย
เอเชียนคัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่ม D นัดสุดท้าย พบ เติร์กเมนิสถาน
นัดนี้ไม่มีทางเลือกอื่นใด “ต้องชนะ” เท่านั้น เพื่อตั๋วใบเดียว สู่เอเชียนคัพ 2027 รอบสุดท้าย ที่ซาอุดิอาระเบีย ที่มีแข่ง 24 ทีม หรือ “ครึ่งทวีป”

เส้นทางสู่วันพิพากษา
หลังจากส่งท้ายฟุตบอลโลก 2026 รอบคัดเลือก ยิง สิงคโปร์ 3-1 ขาดไปเพียง 1 ลูก นอกจากไม่ได้เข้ารอบ 18 ทีมฟุตบอลโลก คัดโซนเอเชีย ก็ไม่ได้ตั๋วเข้ารอบเอเชียนคัพ 2027 แบบอัตโนมัติด้วย
ทีมชาติไทย เลยต้องมาเล่นรอบคัดเลือก ที่ในกลุ่ม 4 ทีม คัดแชมป์กลุ่มทีมเดียว
ประเดิมนัดแรก 25 มีนาคม 2025 ตามเป้าหมาย แม้ยิงน้อย แต่ยังเปิดบ้านชนะ ศรีลังกา 1-0 จาก พาตริก กุสตาฟส์สัน
ถัดมา 10 มิถุนายน เกมที่ส่งผลต่อเส้นทางหักศอก เมื่อทีมไทย บุกแพ้ เติร์กเมนิสถาน 1-3 ที่อัสกาบัต สเตเดียม
ขณะที่ยังงงกับสังเวียนหญ้าเทียม จังหวะบอลกระดอน เลยโดนเร็วตั้งแต่นาทีที่ 1 แม้ ศุภชัย ใจเด็ด โผนตัวโขก นาทีที่ 35 ไล่ตีเสมอ แต่เสียประตูช่วงเวลาสำคัญอีก ใน 2 นาทีต่อมา ต่อด้วยครึ่งหลังเสียอีกลูก
แพ้ให้คู่แข่งโดยตรงต่อการเข้ารอบ จึงสถานการณ์เสียเปรียบ (คล้ายๆ คัดบอลโลก ที่เปิดด้วยการแพ้จีน) เพราะถึงตรงนั้น แค่ชนะทุกนัดที่เหลือยังไม่พอ ต้องมาชนะ เติร์กฯ เกิน 2 ลูกด้วย

2 นัดต่อมา เดือนตุลาคม สถานการณ์ของไทย ดีขึ้น เปิดบ้านชนะ ไต้หวัน 2-0 จาก เสกสรรค์ ราตรี กับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ต่อด้วยบุกถล่ม ไต้หวัน 6-1 ธีรศักดิ์ เผยพิมาย ทำแฮตทริก, เสกสรรค์, สุภโชค สารชาติ คนละลูก อีกลูกไต้หวันยิงตัวเอง
จังหวะพอดีเข้าทางไทย ที่ เติร์กฯ มีหลุด เกมบุกแพ้ ศรีลังกา 0-1 ทำให้แต้มมาเท่ากัน
นัดรองสุดท้าย กลางเดือน พ.ย. ต่างฝ่าย ต่างไม่พลาด “ช้างศึก” นัดประเดิม แอนโธนี ฮัดสัน บุกถล่ม ศรีลังกา 4-0 จู๊ด ซุ่นทรัพย์-เบลล์ ยิง 2 หลังจาก ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร ซัดไกล และอีกลูก พรรษา เหมวิบูลย์ จัดการ
ส่วน เติร์กฯ เปิดบ้านชนะ ไต้หวัน 3-1
ทำให้ทั้ง 2 ทีม มี 12 แต้มเท่ากัน แต่ไทยเสียเปรียบที่เกมแรกบุกแพ้มา จึงจะเสมอไม่ได้ เนื่องจากหากแต้มเท่ากัน จะดูเฮดทูเฮด
ไทย จึงต้องชนะเท่านั้น!

ผ่าทัพช้างศึก
ถ้าเอาแบบเป็นทางการ 23 นักเตะที่ ฮัดสัน ประกาศมา มีถอน มีเปลี่ยน 2 คน คือ พรรษา เหมวิบูลย์ ออก โจนาธาร เข็มดี มาแทน และ ยศกร บูรพา ออก แล้ว เบนจามิน เดวิส มาแทน (หลังจาก ธีรศิลป์ แดงดา ก็บอกว่าไม่ไหว)
เกมสำคัญ ฮัดสัน เน้นประสบการณ์มาเป็นโครง จาก 23 คน มีถึง 11 คน ที่อายุเกิน 30
ธีราทร บุญมาทัน 36/ณัฐพงษ์ สายริยา, สารัช อยู่เย็น, กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล, พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี 33/มานูเอล ทอม เบียห์ร, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ศุภนันท์ บุรีรัตน์, สรานนท์ อนุอินทร์ 32 / นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ปฏิวัติ คำไหม 31
จำแนกแต่ละตำแหน่ง ผู้รักษาประตู เอาประสบการณ์ก็ ปฏิวัติ คำไหม หรือจะเป็น กัมพล ปฐมอรรฆย์กุล, สรานนท์ อนุอินทร์ ไม่ทิ้งกัน
เซ็นเตอร์ 4 คน โจนาธาร เข็มดี น่าจะจับคู่กับ ณัฐพงษ์ สายริยา ที่มาตรฐานไม่ตกมาตั้งแต่ปลายยุค มาซาทาดะ อิชิอิ ส่วนอีก 2 คน มานูเอล ทอม เบียร์ห, พีฬาวัช อรรคธรรม
แบ๊กขวา ศุภนันท์ บุรีรัตน์ น่าจะตัวหลัก มีทางเลือกอย่าง นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่ติดทีมชาติครั้งแรกใน 3 ปีครึ่ง แล้วโยก นิโคลัส มิคเกลสัน ไปซ้าย หรืออีกแผน จะเอา ธีราทร บุญมาทัน ก็ได้ แต่คิดว่า เกมสำคัญแบบนี้ ธีราทร น่าจะคุมจังหวะแดนกลางมากกว่า
สำหรับกองกลาง นอกจาก ธีราทร ยังมีแน่นเอี้ยด พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี, กฤษดา กาแมน, ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร, สารัช อยู่เย็น
แนวรุก ชนาธิป สรงกระสินธ์, เบนจามิน เดวิส ขณะที่ฝั่งซ้าย สุภโชค สารชาติ จอง ขณะที่ อนันต์ ยอดสังวาลย์ มีผลงานดีกับ ลำพูน วอริเออร์, อิคลาส สันหรน อาจไปขวา ที่มี เสกสรรค์ ราตรี ด้วย
กองหน้า ศุภชัย ใจเด็ด, จู๊ด ซุ่นทรัพย์ เบลล์
จะเห็นว่าแนวรุก ค่อนข้างหลากหลาย สามารถหมุนเวียนกันได้หลายจุด เดาใจ ฮัดสัน ลำบากเหมือนกัน

เสือซุ่ม ‘เติร์กเมนิสถาน’
เติร์กเมนิสถาน คุมทัพโดย รอฟชาน เมเรดอฟ ที่เริ่มงานก็เกมชนะไทยนั่นแหละ โค้ชรายนี้ มาจากการเป็นผู้อำนวยการเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลเติร์กฯ เคยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญเทคนิคของฟีฟ่า ฝ่ายพัฒนาฟุตบอลระดับโลก ที่มี อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตโค้ชอาร์เซนอล เป็นหัวหน้าทีม
ข่าวสารโดยทั่วไปของ เติร์กเมนิสถาน หายากมาก ในเว็บไซต์ของ สหพันธ์ฯ จนถึงวันเสาร์ ขึ้นมา 2 ข่าว ข่าวแรกบอกว่า ซ้อมวันละ 2 ครั้ง ส่วนข่าวที่ 2 บอกว่า ยังซ้อมวันละ 2 ครั้ง …เท่านี้จริงๆ
แอนโธนี ฮัดสัน ยอมรับว่าปวดหัวมากกับข้อมูล ไอ้เรื่องสืบดูฟอร์มน่ะไม่ยาก ย้อนดู 12 นัดหลังทีมชาติ รวมทั้งสโมสร อาร์คาดัก ที่มีติดทีมชาติเยอะ
แต่ที่ยากคือ ความเคลื่อนไหวล่าสุด ทำอะไรบ้าง ซ้อมนานแค่ไหน(รู้แค่ซ้อมก่อนไทย) ไปไหนบ้าง โดยมีข่าวแว่วๆ ว่ามาลับแข้งกับ ลาว แต่ก็เงียบเชียบมาก เช็กผลไม่ได้

‘ช้างศึก’จะทำได้ไหม
ทีมชาติไทย ยังมีศักยภาพที่ดีกว่า ตอนนี้อยู่อันดับ 94 ของโลก และที่ 16 เอเชีย ส่วน เติร์กฯ ที่ 137 โลก และที่ 26 เอเชีย
ไทย ไม่พลาดเอเชียนคัพ 2 ครั้งหลัง และได้เข้ารอบน็อกเอาท์ด้วย ส่วน เติร์กฯ หนล่าสุดไม่ผ่านรอบคัดเลือก
ช้างศึก บุกแพ้เกมแรกก็จริง แต่ปัจจัยสำคัญนัดนั้นคือ การเล่นสนามหญ้าเทียม ที่มันส่งผลจริงๆ และการเสียเร็ว รวมทั้งเมื่อตีเสมอ ก็โดนลูก 2 เร็ว
นับจากเกมนั้น ทีมไทยก็มีผลงาน “ไม่เลว” มาโดยตลอด ขณะที่ เติร์กฯ วัดจากการบุกแพ้ ศรีลังกา 0-1 รวมทั้งเกมแรกที่บุกเฉือน ไต้หวัน 2-1 ชนิดเหนื่อยหนัก ก็บอกถึงคุณภาพเหมือนกัน เมื่อออกนอกบ้าน ลดความน่ากลัวลง
รูปแบบของ เติร์กฯ เล่นเน้นเหนียวแน่น ดุดัน บอลไดเร็กต์ โยนยาวไปลุ้นกันข้างหน้าแบบ 50-50
เล่นในบ้าน ทีมชาติไทย ดีกว่าแน่นอน แต่เมื่อดีกว่าแล้ว จะทำได้ไหม
ที่สำคัญเมื่อยิงได้ ต้องเอาให้ขาด หากคงสกอร์นำลูกเดียวไปเรื่อยๆ ยิ่งนาน ความกดดันยิ่งถาโถม อาจทำให้พลิกผันได้ โครมเดียวร่วง

เกมแห่งชีวิต
ถ้า ช้างศึก ชนะก็ไปกันต่อ เตรียมลุย เตรียมมองถึงเอเชียนคัพ ต้นปีหน้า
แต่ถ้าไม่ เกิดผ้าป่าคว่ำ ตกรอบขึ้นมา จะกลายเป็นวิกฤตของวงการฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง อย่างที่บอก บอลเอเชียนคัพ คัดครึ่งทวีป ยังเข้าไม่ได้ นั่นก็หมายถึง เราเป็นครึ่งล่างของทวีป
ทีมไทยจะขาดรายการใหญ่ๆ ไปยาวๆ “อาเซียนคัพ” จะถูกยกมาเป็นรายการสำคัญสุด
ทีมชาติไม่ดี ส่งผลโดยรวมกับบอลสโมสร กระแสนิยมจะตกต่ำลง
นักบอลรุ่นเก๋าหลายคนอาจอำลาทีมชาติด้วยความผิดหวัง และด้วยอายุ ที่กว่าจะรอถึงรายการสำคัญต่อไปคือ คัดฟุตบอลโลก คงนานไปแล้ว
สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ และ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ไม่รอดโดนถล่มเละจากทุกทิศทาง เป็นกระแสดราม่า ไม่รู้จะอยู่กันไหวไหม
31 มีนาคม จึงเป็นแมตช์แห่งชะตาชีวิต
เดิมพันสูงมากจริงๆ.
วุฒินล บุญวานิช



