เริ่มจากการช่วยลดภาระรายจ่ายให้กับกลุ่มเปราะบางและประชาชนคนทั่วไป การช่วยเหลือภาคเกษตรกรด้วยการลดต้นทุนการผลิตและยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกร การช่วยเหลือผู้ประกอบการ ด้วยการเติมสภาพคล่องและเร่งปรับตัว สุดท้ายคือ กลุ่มคมนาคมขนส่ง

สารพัดมาตรการที่ออกมา…เชื่อว่า คงไม่ได้ถูกอกถูกใจประชาชนคนไทยสักเท่าใดนัก! เพราะเท่าที่เห็น ที่ได้เงินเพิ่มตรงๆ มีเพียงการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีกคนละ 100 บาท เป็นเวลา 1เดือน และให้กับกลุ่มเปราะบางจำนวน 13.2 ล้านคน

ขณะที่คนทั่วไป ก็เป็นเพียงการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อผลักดันให้เปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า และให้ไปติดตั้งแผงโซลาร์ รวมไปถึงการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าและที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นบ้านประหยัดพลังงาน

ส่วนภาคเกษตร ก็เป็นการให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยครึ่งเดียว เพื่อไปซื้อปัจจัยการผลิต ที่ให้กู้สูงสุดคนละ 1 แสนบาท รวมถึงการไปเสริมทักษะอาชีพให้มีมากขึ้น เพื่อพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นนอกเหนือจากการทำการเกษตรแต่เพียงอย่างเดียว หรือการพัฒนาอาชีพเกษตรให้ดีขึ้นนอกจากที่เป็นอยู่ที่เพียงแต่รอฟ้าฝน เพื่อให้อยู่รอดเท่านั้น

ขณะที่บรรดาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหลาย ก็เป็นมาตรการให้สินเชื่อวงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อไปปรับปรุงไปพัฒนาตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องและรองรับกับโลกยุคดิจิทัล และรักษาสิ่งแวดล้อม

ส่วนผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบในหลายเด้ง ทั้งจากภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีทรัมป์ และยังมาเจอผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เข้าให้อีก ตรงนี้ เอ็กซิมแบงก์ จะเข้ามาช่วยซัพพอร์ตเต็มที่

ขณะที่บรรดาเอกชนที่ทำสัญญากับภาครัฐ ก็จะมีเร่งรัดการโอน เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ หรือค่า K โดยกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อช่วย ลดผลกระทบจากราคาวัสดุและน้ำมันที่ผันผวน

ด้านภาคขนส่ง ก็จะช่วยสนับสนุนค่าน้ำมันให้ อย่างรถจักรยานยนต์สาธารณะก็อุดหนุนให้คันละ 840 บาท รถแท็กซี่ ได้ 5,040 บาทต่อคัน รถนำเที่ยว รถรับส่งพนักงาน ถ้าเป็นรถบัส จะได้คันละ 7,000 บาท ถ้าเป็นรถตู้ รถมินิบัส ได้คันละ 5,040  บาท

ถ้าเป็นรถตู้ รถมินิบัส โดยสารสาธารณะระหว่างจังหวัด จะได้อุดหนุนค่าน้ำมันลิตรละ 10 บาท ส่วนรถตู้ มินิบัส รถสองแถวโยสารสาธารณะ ในกทม. ก็จะได้คันละ 5,040 บาท แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องเป็นไปตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด หรือรถที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

ที่จะมีมาเพิ่มหน่อยก็จะเผ็นเรื่องของโครงการธงเขียวพลัส ที่ขายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด การช่วยเหลือค่าปุ๋ยเพิ่มเป็น 300 บาท คนละไม่เกิน 5 กระสอบ มีคูปองช่วยค่าปุ๋ยอินทรีย์ รวมไปถึงการจัดมหกรรมงานธงฟ้า อีกกว่า 500 ครั้ง ทั่วประเทศ

ทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเพียงมาตรการที่ออกมาบรรเทา ท่ามกลางงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ส่วนความเป็นจริงที่ว่าสงครามตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อใดก็ไม่มีใครตอบได้ แต่ที่แน่ๆ การที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าราคาพลังงานจะแพงอย่างต่อเนื่องไปอีก 1-2 ปี  ถือเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศต้องเตรียมตัว

แต่จากนี้ไปอีก 4 ปี ของรัฐบาลอนุทิน 2 จะซื้อใจคนไทยทั้งประเทศได้มากน้อยแค่ไหน? ก็ต้องรอดูกันต่อไป!