เริ่มเทปแรกกันไปแล้ว รายการคุยกับ ครม.อนุทิน ที่เผยแพร่ผ่านรายการสื่อรัฐ   เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา โดยสัมภาษณ์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์รองนายกรัฐมนตรี และมือกฎหมายของรัฐบาล มีดีกรีสุดท้ายเป็น เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอยู่ในระบบราชการมาทั้งชีวิต  ดังนั้นจึงน่าจะรับรู้ถึงปัญหาและอุปสรรคของกลไกภาครัฐเป็นอย่างดี

อย่างที่ทราบเนื่องจาก สถานะทางการคลัง งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมี ภารกิจสำคัญหลายด้าน ที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้น การปฏิรูประบบ การบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ก่อนหน้านี้ ครม.” มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ มี นายปกรณ์ เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูป ระบบการบริหาร จัดการกำลังคนภาครัฐ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา

ประธานเพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูป  กล่าวตอนหนึ่งในรายการ คุยกับ ครม.อนุทินว่า  เหตุผลที่เลือกใช้คำว่า การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ แทนคำว่า ปฏิรูประบบราชการ เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่

โจทย์สำคัญวันนี้คือ การลงมือปรับกระบวนการ ทำงานให้เห็นผลจริง ในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่ การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำ ประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุน อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำ และเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานของรัฐได้ ก็จะมี โอกาสขยับสัดส่วน งบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20  เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณ สำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทาย ในอนาคตมากขึ้น

โดยการพัฒนาระบบราชการ ไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้ “ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการ พัฒนาประสิทธิภาพ

ความเห็นของรองนายกฯ สอดคล้องกับนักวิชาการ ที่แสดงความกังวลว่า การลดบุคลากรภาครัฐ อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ที่จะช่วยปฏิรูประบบราชการได้ ทั้งยังเตือนว่า หากข้าราชการ ที่มีประสบการณ์สูง ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก อาจทำให้หน่วยงานสูญเสียองค์ความรู้ และบุคลากรที่มีความ เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในหน่วยงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงาน เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา วิศวกรรม หรือการกำกับดูแลด้านกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลอีกว่า ภาระงานที่อาจตกอยู่กับ บุคลากรที่เหลืออยู่ หากการลดจำนวนคน ไม่ได้มาพร้อมกับการปรับปรุง กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างมีให้เห็นจากหลายประเทศ ที่เคยใช้มาตรการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดขนาดภาครัฐ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ บางประเทศในยุโรป

พบว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ จำนวนคนที่ออก จากระบบอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างองค์กร การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการ พัฒนาทักษะบุคลากร ที่ยังคงอยู่ในระบบควบคู่กันไป ดังนั้น หากขาดการวางแผนที่รอบคอบ การลดจำนวนบุคลากร อาจกลายเป็น การสร้างปัญหา ให้กับประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว

นั่นหมายความว่า การพัฒนาประสิทธิภาพ ระบบราชการ จึงเป็น การบ้านข้อใหญ่ ของรัฐบาล เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพของระบบราชการ มีปัญหาและไร้ศักยภาพ กับการพัฒนาประเทศ  ดังนั้นไม่ว่าใช้คำว่าอะไรก็ตาม สำคัญที่สุดคือ ต้องลงมือ ทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่