ชะลอลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 

ดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง ที่รัฐบาลอัดสิทธิประโยชน์แย่งชิงกับคู่แข่งประเทศรอบบ้านไทย เพื่อดึงดูดเงินนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จนทำให้ตัวเลขอนุมัติการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตั้งแต่ปี 67–69 รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 750,000 ล้านบาท รวม 42 โครงการ นี่..ยังไม่นับรวมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ไม่ได้ผ่านมาทางบีโอไอ คาดว่า นับร้อยโครงการ  ที่ยังไม่รู้จะไปโผล่ที่ไหนอีกเพียบ สุดท้ายเพื่อรอความชัดเจนจากบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ ผู้ที่มาทีหลังก็ต้องชะลอไปก่อน

3 เรื่องน่าตกใจทำไมเกิดขึ้น 

ต้องยอมรับว่าดาต้าเซ็นเตอร์ มีเรื่องน่าตกใจไม่น้อย เริ่มจาก…“คำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์ คืออะไรจนกลายเป็นปัญหาการหลบเลี่ยงกฎหมาย ขอก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นคลังสินค้า อาคารสำนักงานแทน ซึ่งกฎหมายผังเมืองไม่ได้ห้ามประกอบกิจการประเภทนี้ แต่อย่าลืมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ มีการสูบน้ำ กินไฟอย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับอาคารคลังสินค้าปกติ ต่อมาที่น่าตกใจคือเรื่องของ การทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีเอไอ ซึ่งคลังสินค้าไม่เข้าข่ายกิจการที่ต้องทำ ประชาชนจึงถูกตัดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ และการคายความร้อน…เรื่องที่สาม คือการหลบเลี่ยงเพดานน้ำมัน ต้องอย่าลืมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ ใช้ไฟอย่างมหาศาล ทำให้หลายแห่ง ต้องทำพื้นที่ถังน้ำมันขนาดใหญ่กักเก็บน้ำมัน เพื่อใช้ปั่นไฟ  ซึ่งการกักเก็บน้ำมัน กฎหมายกำหนดให้การเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่ 5 แสนลิตรขึ้นไป ต้องมีมาตรฐานควบคุมขั้นสูง และทำอีเอไอ ผู้ประกอบการจึงออกแบบถังเก็บน้ำมันให้อยู่ในระดับ 4-4.9 แสนลิตร เพื่อเลี่ยงกฎเกณฑ์

นี่เป็นแค่ตัวอย่างของความน่าตกใจ!! ทั้งที่เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตกใจ เพราะอีกมุม ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าไปทางนี้ ปริมาณเงินลงทุนจำนวนมากจะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ปัญหาใหญ่ประเทศไทยกลับมีแต่มาตรการดึงดูดการลงทุน ที่ประโคมประเคน เพื่อดึงการลงทุนของสู่ประเทศ 

ปัญหาใหญ่ไร้มาตรการคุม  

แต่กลับไร้มาตรการควบคุม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เพราะเป็นที่รู้กัน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องใช้ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรไฟอย่างมหาศาล ไหนจะปัญหาสิ่งแวดล้อมมลพิษความร้อน เสียงที่อาจเกิดขึ้นจากการปั่นไฟ 24 ชั่วโมง การเก็บน้ำมันปริมาณมหาศาล ทั้งหมดนี้ถ้าอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม หรือพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นพื้นที่การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ รวมทั้งต้องให้กลุ่มนักลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ทำแผนให้ชัดว่า จะใช้น้ำ ใช้ไฟเท่าไร เพื่อจัดหารองรับ 

หรือ…ต้องให้นักลงทุนต้องไปประสานน้ำไฟ จากภาคเอกชนกันเอง เพื่อไม่ให้กระทบกับการใช้น้ำ ใช้ไฟของบ้านเรือน หรือธุรกิจเอสเอ็มอีที่อยู่ย่านพื้นที่นั้น ๆ  ทุกอย่างก็คงจะไม่เกิดเป็นปัญหาที่ต้องทำให้ประชาชน หรือแม้กระทั่งนักลงทุนเอง ต้องเสียอารมณ์-เสียความเชื่อมั่น กับปัญหาที่เกิดขึ้น 

ต้องแฟร์กับนักลงทุน 

เพราะอีกด้านก็ต้องให้ความเป็นธรรม หรือต้องแฟร์กับนักลงทุนด้วยที่พวกเราเชื่อคำชวนของรัฐบาลไทย เชื้อเชิญเขาเข้ามาเอง แต่ในประเทศกลับไม่พร้อม พอเขาจะลงทุน ก็เริ่มมาห้ามโน่นห้ามนี่! จึงทำให้หลายคนตั้งคำถามตัวโต ๆ สรุปการดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทยได้อะไรกันแน่ ได้หรือเสียมากกว่ากัน?                

อย่างไรก็ตามแม้จะคาดการณ์ไม่ผิดว่าบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรก จะยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นแค่การสรุปเบื้องต้น โยนให้แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปทำการบ้านกันมา โดย “เอกนิติ” บอกว่า ที่ประชุมมีมติจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ, โครงสร้างพื้นฐาน, ด้านพื้นที่อาคาร และด้านสิ่งแวดล้อม โดยสั่งให้รวบรวมข้อมูลเพื่อบูรณาการความร่วมมือ ก่อนกลับมาเสนอภายในสัปดาห์นี้  และให้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะให้มีใบอนุญาตเฉพาะ ต้องมีความชัดเจนใน 1 เดือน

รับเองลืมเรื่องจัดระเบียบ

โดยยอมรับว่า ในปัจจุบันมีผู้สนใจต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดระเบียบในระบบภาพรวม ทำให้นักลงทุนต้องแยกการติดต่อขออนุมัติกับหลากหลายหน่วยงาน แต่ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นหรือปฏิเสธการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะปรับเปลี่ยนจากการพิจารณาอนุมัติแยกรายหน่วยงาน มาเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์

เซตใหม่ 3 เรื่องหลัก 

สำหรับกรอบยุทธศาสตร์การพิจารณาอนุมัติออกเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.ความชัดเจนด้านข้อมูล โดยจะรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบันของอุตสาหกรรมนี้จากทุกแหล่งที่กระจัดกระจายอยู่ เช่น ข้อมูลการขอใช้น้ำ ขอใช้ไฟ และการประสานงานกับ กสทช. มารวมไว้ให้อยู่ในภาพเดียวกัน เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง 2.การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำตามความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดูแลและปกป้องประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์นี้ จะปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว ซึ่งจะมีระยะเวลาในการปรับปรุงตัวภายหลัง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

3.การยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย
ความเป็นกลางทางคาร์บอน (เน็ตซีโร่) รวมถึงยุทธศาสตร์ด้านเอไอ เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสในการเติบโตทางดิจิทัลสูง มีการใช้งานแอปพลิเคชันอย่างแพร่หลาย

ต่อไปโครงการลงทุนในอนาคต คณะกรรมการฯ จะออกแบบระบบการแข่งขันเสนอข้อเสนอ (บิดดิ้ง พิชชิ่ง) เพื่อ
ให้นักลงทุนเข้ามาเสนอว่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยอย่างไร เช่น การสร้างรายได้ให้คนไทย หรือการขับเคลื่อนเป้าหมายเน็ตซีโร่ของประเทศ” 

จุก ๆ รอขออีก 117 โครงการ   

ด้าน ดนุชา พิชยนันท์เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขยายความว่า การอนุมัติและขออนุญาตการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจาก 16 หน่วยงาน พบว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 35 โครงการ/บริษัท มี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 49 โครงการ นอกจากนี้ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตและพิจารณาของหน่วยงานต่าง ๆ อยู่อีกกว่า 117 โครงการ รวมทั้งสองส่วน 166 โครงการ

“ข้อมูลดังกล่าวยังขาดรายละเอียดเพียงพอในการกำกับและติดตาม ที่ประชุมจึงมีมติให้มีการชะลอการก่อสร้างและอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการขออนุญาตทั้งหมดชั่วคราวเพื่อรอความชัดเจนในส่วนของข้อกำหนดมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม และสังคมที่จะมีการกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้ปฏิบัติตาม ขณะที่เกณฑ์เรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องมีการกำหนดผลตอบแทนในเกณฑ์ที่ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน ซึ่งที่ประชุมกำหนดว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายจะต้องมีการจัดทำเกณฑ์นี้ให้เสร็จภายใน 1 เดือน” 

สั่งกำหนดธุรกิจให้ชัด 

นอกจากนี้ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปกำหนดประเภทธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้มีการจดทะเบียนธุรกิจประเภทนี้ให้มีความชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ผู้ประกอบการมักขออนุญาตภายใต้ประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งทำให้มองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจอย่างแท้จริง

ส่วนการกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมหรือไม่ เบื้องต้นมีการหารือกันในเรื่องนี้ว่าอาจจะต้องมีการดูรายละเอียดให้มีความชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่ข้อเสนอเดิมนั้นจะกำหนดที่มีกำลังการใช้ไฟที่เกินขนาดเกิน 2 เมกะวัตต์ แต่ที่ประชุมได้มีการหารือว่าขนาด 2 เมกะวัตต์ ถือว่าเล็กมาก และอาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่น ๆ ก่อนจะมีการกำหนดขนาดที่จะนิยามให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมอีกครั้ง

คุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกกลุ่ม 

ทั้งนี้การทำงานจะครอบคลุมการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งสองรูปแบบ คือ กลุ่มที่ให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลภายนอก และกลุ่มที่ดำเนินการภายในองค์กรเอง โดยจะเร่งดำเนินการประมวลผลข้อมูลตลาดเพื่อหาเกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบ และจัดประเภทอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจนในระยะถัดไป โดยทั้ง 4 คณะอนุกรรมการนั้นที่เข้ามาดูแลเพื่อกำหนดในรายละเอียด เพื่อจัดทำโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ที่ขีดเส้นไว้ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก็เชื่อว่า เมื่อมาบูรณาการร่วมกันแล้ว ก็น่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งหลายทั้งปวง ต้องยอมรับว่าแม้รัฐบาลจะสร้างความผิดหวังในระยะต้น ทำให้ปัญหาเกิดตามมาสารพัด แถมยังเป็นปัญหาที่คาดการณ์ไม่ถึงกันอีกต่างหาก การเพิ่งมาตื่นตัวในการล้อมคอกการแก้ปัญหา ทั้งที่ในอดีตก็ถอดบทเรียนสารพัดเรื่องในการแก้ปัญหามาแล้ว แต่ก็ยังดีที่ยังมีการตั้งคณะทำงานครบทุกด้านเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงวัดฝีมือรัฐบาลกันไปว่า จริงใจ จริงจัง ในการแก้ปัญหาตามที่ประกาศไว้หรือไม่ หรือสุดท้ายก็จบที่ปาหี่ ไฟไหม้ฟางซ้ำซาก ๆ แบบหลาย ๆ เรื่อง.

ทีมเศรษฐกิจ