เรื่องขอปรึกษา การใช้ยาพีดีอี 5 ไอ ขนาด 100 มิลลิกรัม จากชายอายุ 77 ปี เป็นม่ายเนื่องจากภรรยาเสียชีวิตเมื่อ 4 ปีก่อน ร่างกายยังแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวเพราะตรวจร่างกายทุกปี ต้องปลดปล่อยอารมณ์เพศกับหญิงบริการทั้งหมอนวดแผนโบราณและสาวไซด์ไลน์ สัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นประจำ อวัยวะเพศแข็งตัวดี สามารถหลั่งได้ทุกครั้งหลังใช้เวลา 20-30 นาที เมื่อ 4 เดือนก่อนมีโอกาสได้พบสาวไซด์ไลน์อายุประมาณ 23 ปี ได้นัดพบกับเธอสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นประจำ ทุกครั้งเธอขอให้ร่วมเพศกับเธอ 2 รอบ ทำให้ต้องใช้ยาพีดีอี 5 ไอ ขนาด 100 มิลลิกรัม ทานในการร่วมเพศครั้งที่ 2 (การร่วมเพศครั้งแรกไม่ต้องทานยา) ระยะแรกไม่มีความผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากใช้ยาและร่วมเพศจนเสร็จในครั้งที่ 2 มีอาการเวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อย ใจสั่น ต้องพักอยู่ประมาณ 5 นาที ไปตรวจเช็กหัวใจด้วยเครื่องไฟฟ้า หมอบอกว่าร่างกายปกติดี แต่ครั้งล่าสุดร่วมเพศโดยใช้ยาช่วยและมีอาการแบบนี้อีก มีความกังวลใจอยากเรียนถามคุณหมอว่า อาการที่เกิดขึ้นเป็นฤทธิ์ของยา หรือเป็นเพราะร่วมเพศเกินกำลังควรจะแก้ไขอย่างไร

อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือที่เรียกว่าโรคอีดี นั้นพบได้กับชายทั่วโลก อาการดังกล่าวนี้ทำให้เกิดการคิดค้นวิธีการรักษาเพื่อให้ได้มาซึ่งการแข็งตัวเต็มที่ การค้นพบยากลุ่มพีดีอี 5 ไอ กลายเป็นทางออกที่ดูเหมือนจะง่าย เพียงแค่กินยาเม็ดเดียวจากนั้นเพียง 1-2 ชั่วโมง อวัยวะเพศก็แข็งตัวพร้อมใช้งาน หลังจากยากลุ่มนี้ออกสู่ตลาดจึงเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตยากลุ่มนี้ได้เอง แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่าในเมื่อยาออกสู่ตลาดทำให้การหาซื้อได้ง่าย อาจนำไปสู่ปัญหาในด้านความปลอดภัยของการใช้ยาว่าดีพอหรือไม่

ตามที่ชายวัย 77 ปีซื้อยามากินเอง เพื่อหวังแลกกับความสุขของหญิงสาว จนกินแล้วเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ รู้สึกเหนื่อย ยากลุ่มพีดีอี 5 ไอจะออกฤทธิ์โดยการขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ฟอสโฟไดเอสเตอเรส-5 ทำให้ไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) เพิ่มขึ้นในกล้ามเนื้อเพศ (corpus cavernosum) กระตุ้นให้มีการสะสมของไนตริกออกไซด์ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบ คลายตัวและเกิดเลือดเข้าไปสะสมในกล้ามเนื้อเพศ(corpus cavernosum) ทำให้หลอดเลือดที่อวัยวะเพศ ชายมีการขยายตัว เกิดการแข็งตัว แต่การขยายตัวของหลอดเลือดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ เท่านั้น ยังเกิดขึ้นกับหลอดเลือดทั่วร่างกายด้วย เช่น ขยายหลอดเลือดที่เรติน่า ขยายหลอดเลือดที่สมอง และที่หัวใจด้วยซึ่งผลนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียงของยาแบบที่ทราบกันทั่วไปคืออาการมองเห็นอะไรจะเป็นสีฟ้าหรือสีเขียว เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือว่ามีอาการใจสั่น ควรจะหยุดกินยาดังกล่าวโดยเฉพาะหยุดการซื้อยากินเอง แต่แนะนำให้เข้ารับการฟื้นฟูที่ถูกต้องและปลอดภัยกับแพทย์โดยตรง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

……………………………….
ดร.อุ๋มอึ๋ม