บริษัทสตาร์ตอัปปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สัญชาติจีน จะไม่ใช่บริษัทสตาร์ตอัปเอไอของจีน ก็ต่อเมื่อบริษัทเหล่านั้นตั้งอยู่ในสิงคโปร์ หรือที่อื่น ๆ เพื่อแยกตัวออกห่างจากรัฐบาลปักกิ่ง ทั้งในด้านกฎหมายและการเมือง


แนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า “การฟอกขาวสิงคโปร์” (Singapore-washing) ตกอยู่ภายใต้การสอบสวนอย่างเข้มงวด หลังจากจีนขัดขวางการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ของบริษัทสัญชาติอเมริกัน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ


หน่วยงานวางแผนเศรษฐกิจระดับสูงของจีน สั่งห้ามข้อตกลงระหว่างบริษัท เมตา เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กับบริษัทสตาร์ตอัป “มานัส” (Manus) เจ้าของเครื่องมือเอไอที่พัฒนาโดยจีน และตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า ผู้ร่วมก่อตั้งมานัส 2 คน ถูกห้ามไม่ให้เดินทางออกนอกจีน ระหว่างการตรวจสอบข้อตกลง


นางเวนดี้ ชาง จากสถาบันเมอร์เคเตอร์เพื่อการศึกษาจีน หรือ “เมริกส์” (MERICS) กล่าวว่า บริษัทหลายแห่งย้ายไปต่างประเทศ เพื่อแสวงหาแหล่งเงินทุนในต่างประเทศ สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ผ่อนปรนกว่า หรือเพื่อดึงดูดฐานลูกค้าทั่วโลกโดยไม่ต้องมีภาพลักษณ์ที่เป็นจีนอย่างชัดเจน


“รัฐบาลปักกิ่งอดทนต่อแนวทางปฏิบัติเช่นนี้มาโดยตลอด แต่กรณีของมานัสถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากการแข่งขันด้านเอไอระหว่างสหรัฐกับจีนร้อนแรงยิ่งขึ้น และความเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณไปยังผู้นำด้านเทคโนโลยีของจีน มากกว่าใคร ๆ ว่าความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงกฎระเบียบของประเทศ เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมทนได้” ชาง กล่าวเพิ่มเติม


แม้มานัสย้ายการดำเนินงานไปยังสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า บริษัทย้ายการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการไปด้วยหรือไม่ ซึ่งชางชี้ให้เห็นว่า สิ่งนี้อาจทำให้ปักกิ่งมีอำนาจต่อรองมากขึ้น


อนึ่ง เมตาและมานัส ประกาศการเข้าซื้อกิจการมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 65,000 ล้านบาท) ในเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว โดยเมตาระบุเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า การทำธุรกรรมดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ และแสดงความหวังว่า จะมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว “อย่างเหมาะสม”


ในเวลาต่อมา หนังสือพิมพ์ “เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล” รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า เมตาเตรียมที่จะถอนตัวจากการเข้าซื้อกิจการของมานัส หลังจากจีนออกคำสั่งห้าม แม้นายนิโคลัส คุก หุ้นส่วนของบริษัทกฎหมาย “นิกซอน พีบอดี ซีดับเบิลยูแอล” กล่าวว่า การยกเลิกธุรกรรมนี้อาจมีความท้าทาย หรือเป็นไปไม่ได้เลยในท้ายที่สุด


แต่สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลของจีน ไม่ว่าโครงสร้างข้อตกลงที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร เทคโนโลยีเอไอที่ละเอียดอ่อน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติจีน ได้ตกไปอยู่ในมือของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐแล้ว


ขณะที่ นางแองเจลา จาง ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ในมุมมองของเธอ การยกเลิกข้อตกลงของมานัส ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหนนั้น เป็นประเด็นรอง เนื่องจากเป้าหมายของจีนคือ การสร้างแบบอย่าง และเตือนบรรดาผู้ประกอบการว่า พวกเขาไม่ควรถ่ายโอนองค์ความรู้ทางเทคนิคที่สำคัญและละเอียดอ่อนไปต่างประเทศ โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล


ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คนอื่นกล่าวว่า เรื่องนี้อาจเป็นข้อต่อรองระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในการเจรจาที่จะถึงนี้ อีกทั้งข้อตกลงเมตา-มานัส อาจทำให้รัฐบาลปักกิ่งตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่บริษัทอื่น ๆ รวมถึงบริษัทสตาร์ตอัปเอไอชั้นนำอย่าง “ดีปซีค” (DeepSeek) อาจตั้งสำนักงานในต่างประเทศในอนาคตเช่นกัน.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS