ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ดีป้า ได้เปิดกิจกรรม Cloud Transformation Local Connect: เชื่อมเมือง เชื่อมข้อมูล เชื่อมอนาคต ครั้งที่ 1 พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก กิจกรรมภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์เพื่อเมืองอัจฉริยะท้องถิ่น (Cloud Transformation) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) บนระบบคลาวด์ ยกระดับการบริหารจัดการเมืองและการให้บริการประชาชน
ทั้งนี้การขับเคลื่อนองค์กรด้วยคลาวด์ต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจนโยบาย Cloud First Policy ที่เน้นให้หน่วยงานพิจารณาการใช้คลาวด์เป็นอันดับแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกระบบหรือทุกข้อมูลต้องถูกย้ายขึ้นไปบนคลาวด์ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว แต่ควรเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้จริง ขณะเดียวกัน คลาวด์ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง องค์กรเองจะต้องประเมินความพร้อมและปรับกระบวนการในการทำงานควบคู่ไปด้วย ในส่วนของการบริหารจัดการข้อมูลถือเป็นรากฐานของการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ องค์กรต้องมีการกำกับดูแล ตรวจสอบ และคัดกรองข้อมูลก่อนนำไปใช้งานหรือเผยแพร่ การพิจารณาว่าจะย้ายข้อมูลใดขึ้นก่อนควรเริ่มสำรวจจากข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้และไม่ใช่ความลับ เช่น ข้อมูลการนัดหมายหรือบริการที่ต้องการให้ประชาชนรับรู้อยู่แล้ว ส่วนข้อมูลบางประเภทที่มีความอ่อนไหว อาทิ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน การเก็บไว้บนคลาวด์ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ

ดร.ศุภกร กล่าวต่อว่า สำหรับการบริหารจัดการงบประมาณและการเลือกใช้ระบบ แนะนำให้เลือกใช้บริการที่มีอยู่แล้วหรือระบบที่พร้อมใช้งานเพื่อลดความซ้ำซ้อนและป้องกันการใช้งบประมาณเกินความจำเป็น เว้นแต่จะเป็นบริการที่มีความซับซ้อน ความท้าทายสำคัญของหน่วยงานภาครัฐคือบริการคลาวด์มักเป็นรูปแบบยืดหยุ่นที่จ่ายตามการใช้งานจริง ซึ่งจัดการได้ยากในระบบจัดซื้อจัดจ้าง แนวทางแก้ไขเบื้องต้นคือ การพิจารณาจัดซื้อในอัตราพื้นฐานไว้ก่อน ส่วนการเลือกผู้ให้บริการนั้นต้องคำนึงถึงความสามารถในการดึงข้อมูลกลับคืนมาได้หากต้องการเปลี่ยนผู้ให้บริการ โดยต้องไม่ปล่อยให้องค์กรผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
“ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงสำเร็จคือ ความพร้อมของบุคลากร ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ไอทีเท่านั้น แต่พนักงานและผู้บริหารทุกระดับต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้การใช้งาน เพื่อช่วยลดภาระงานในอนาคต สุดท้ายแล้ว ทุกบริการที่ดีต้องมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการของประชาชน องค์กรต้องสามารถวัดผลได้ว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและคล่องตัวขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของการทำคลาวด์คือ การเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อยกระดับบริการ และเปลี่ยนบริการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ขณะที่ ดร.อรฉัตร เลียงพิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะแล้ว 37 เมืองใน 25 จังหวัด โดยการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างแท้จริงจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรท้องถิ่นในฐานะหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เพราะการทรานส์ฟอร์มประเทศต้องเริ่มต้นจากการ ทรานส์ฟอร์มองค์กรแต่ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและศักยภาพในการลงทุนพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง จึงเป็นที่มาของโครงการ Cloud Transformation ที่ตั้งเป้าหมายระยะแรกให้ 400 หน่วยงานรัฐท้องถิ่นมีบริการซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ใช้เพื่อยกระดับบริการภาคประชาชนและการบริหารจัดการภายในองค์กร ประชาชนได้รับประโยชน์จากบริการดิจิทัลกว่า 4 ล้านคน เสริมสร้างทักษะด้านคลาวด์แก่เจ้าหน้าที่รัฐกว่า 4,000 คน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า 133 ล้านบาท
สำหรับบริการซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์ที่เข้าร่วมโครงการ ดีป้า คัดเลือกจากบริการดิจิทัลที่ได้รับตราสัญลักษณ์ dSURE และผ่านการขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัลแล้วรวม 100 ผลิตภัณฑ์และบริการ ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ระบบบริการเพื่อประชาชนโดยตรง เช่น ระบบรับเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ และระบบดูแลผู้สูงอายุ (2) ระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในหน่วยงาน เช่น ระบบจัดการครุภัณฑ์ และระบบวิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องวงจรปิด และ (3) ระบบเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้ง 7 ด้าน โดย ดีป้า ไม่เพียงถ่ายทอดองค์ความรู้ในการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น แต่ยังทำหน้าที่จับคู่ความต้องการของท้องถิ่นเข้ากับบริการดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยให้เกิดการประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการสนับสนุนในรูปแบบสิทธิ์การใช้งานผลิตภัณฑ์/บริการดิจิทัลที่เข้าร่วมโครงการ มูลค่าสูงสุด 200,000 บาทต่อโครงการ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน



