@เริ่มต้นที่เรื่องของ การเมือง ที่ แม้ว่า  รัฐบาล อนุทิน 2 จะ จัดตั้งมาแล้ว 2 เดือน แต่ ปัญหา อุปสรรค ของ ประเทศ ที่ “สะสม” มาตั้งแต่ รัฐบาล ชุดก่อน จนกลายเป็น ดินพอกหางหมู  ซึ่ง วันนี้ รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ คณะ รัฐบาล ต้อง เร่งมือ ในการ สะสาง ปัญหา แต่ละ ปัญหา ด้วยความ รวดเร็ว และที่ สำคัญ ต้องมีความ  โปร่งใส …..โดยเฉพาะการใช้ เงินกู้ 400,000 ล้าน ที่กู้มา เพื่อ กู้ เศรษฐกิจ และ ปัญหาความ เดือดร้อน เรื่อง ปากท้อง ของ ประชาชน ที่เป็นคน ส่วนใหญ่ ของประเทศ ที่ ขณะนี้ “กระเป๋าแฟบ”  ไม่มีเงินในการ ใช้จ่าย ทำให้ สภาพของ เศรษฐกิจ ฟุบยาว และหาก รัฐไม่มีการใส่ งบประมาณ ในการ กระตุ้น เศรษฐกิจ ให้ถึงมือ ประชาชน ตะกร้าเงิน ของ ประเทศก็จะไม่หมุน นั้นคือ หายนะ ของประเทศด้าน เศรษฐกิจ…..ดังนั้น โครงการ คนละครึ่ง พลัส ที่กำลังจะเกิดขึ้น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส  รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ต้อง ละเอียด รอบคอบ และ รวดเร็ว เพราะ ยิ่งช้า  ยิ่งทำให้ เศรษฐกิจ ของประเทศ และ ความเป็นอยู่ของ ประชาชน ส่วนใหญ่ ยิ่งทรุดลง และก็ได้แต่หวังว่า 200,000 ล้านบาท ของ เงินกู้ เฟสแรก จะช่วย กระตุ้น เศรษฐกิจ ในภาพรวม ให้ ประเทศไทย ฟื้น จากอาการ ป่วย ใน เบื้องต้น เพื่อให้ คนไข้ คือ ประเทศไทย ก้าวไปข้างหน้าได้……

@สำหรับ พรรคฝ่ายค้านอย่าง ประชาธิปัตย์ และ ประชาชน ที่ ไม่เห็นด้วยกับการ กู้เงิน และ ใช้เงิน ด้วยความ เร่งด่วน และเห็นว่า ขัดกับ หลักการของ กฎหมาย ก็เป็น สิทธิของฝ่ายค้าน ที่เป็นฝ่าย ตรวจสอบ  การบริหารประเทศของ รัฐบาล เพราะเป็น หน้าที่ แต่ การ เห็นต่าง การ คัดค้าน ต้องมีเหตุ มีผล ที่ ประชาชน รับได้ และ เห็นด้วย ไม่ว่านั้น อาจจะถูก ประชาชน เห็นว่าการ ทำหน้าที่ของ พรรคฝ่ายค้าน เป็นเรื่องของการ ตีรวน  และจะถูกมองว่าเป็นการทำหน้าที่ของ ฝ่ายแค้น……

@เรื่อง การบ้าน  การแก้ปัญหาของ บ้านเมือง ที่ หมักหมม มานานอย่าง เรื่องของ ต่างชาติ ที่เข้ามาในประเทศไทย ทั้งที่ ถูกต้อง ตามกฎหมาย และที่เข้ามาแบบ ผิดกฎหมาย ซึ่งมีอยู่หลาย เชื้อชาติ ที่เห็นว่า ประเทศไทย เป็นเมืองแห่งความ สงบสุข และ กฎหมาย มี ช่องว่าง รวมทั้ง ผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่เป็น ข้าราชการเทา เป็นพวกที่ ใช้เงิน ซื้อได้ง่าย ซึ่งวันนี้ ต่างชาติ ที่เป็นข่าว โด่งดัง ที่สุด ในการเข้ามา ถือครองที่ดิน และ จดทะเบียนทำธุรกิจกับ คนไทย ใน เมืองท่องเที่ยว คือ ชาวยิว หรือ อิสราเอล ที่เข้ามา  ถือครองที่ดิน ใน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน และในหลายอำเภอของ จ.เชียงใหม่ ในภาคเหนือของประเทศไทย ส่วนที่ ภาคใต้ คือที่ เกาะภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะสมุย  จ.สุราษฎร์ธานี ที่เป็น พื้นที่ ทำเลทอง ของการ ลงทุนในเรื่องของ ธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งหลังกลายเป็น ข่าวใหญ่ ทำให้ หลายหน่วยงาน ทำตัวเป็น ทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้อีกต่อไป มีการ เข้า ตรวจสอบ และ จับกุม ผู้ที่ทำผิดกฎหมาย จนพบว่าเป็น ขบวนการใหญ่ ที่มี ไทยเทา และ ข้าราชการเทา เป็น องคาพยพ ในการเป็น นอมีนี ให้กับชาว อิสราเอล และทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งไม่ติดเก้าอี้ ต้องนำคณะ ลงพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฏร์ธานี อย่าง เร่งด่วน เพื่อ ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการ แก้ปัญหา ที่เกิดขึ้น หลังจากไปลงพื้นที่ของ จ.ภูเก็ต เพื่อแก้ปัญหาของ กลุ่มมาเฟีย ที่สร้างความ เดือดร้อน ให้กับ ประชาชน พร้อมทั้ง คำขู่ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้ดำเนินการกับ ปัญหา ที่เกิดขึ้นโดยด่วน ……

@เรื่องชาวต่างชาติ ที่เข้ามา อาศัย ทำธุรกิจ และ สร้างชุมชน จนกลายเป็นมีการ สร้างศาสนาสถาน ประจำศาสนาของตนเอง ใน จ.สุราษฎร์ธานี นั้น ใน ครั้งที่ ธีรุศต์ ศุภวิบูลย์ผล   อดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เคยมีการตั้งคณะทำงาน ในการ ตรวจสอบ เพื่อแก้ปัญหา ชาวต่างชาติ ทั้งที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และ อื่นๆ แต่ ฝ่ายปกครอง ไม่ได้ ใส่ใจ กับเรื่องของ ชาวต่างชาติ ที่เข้ามา เท่าที่ควร โดยมองว่าเป็นการเข้ามา เพื่อทำให้ เศรษฐกิจ ในพื้นที่ เติบโต แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ เรื่องของ ความมั่นคง ความ ขัดแย้งทาง วัฒนธรรม และเรื่อง อธิบไตย จากการ ครอบครองที่ดิน…..ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นที่ เกาะพะงัน เพียงอย่างเดียว แต่ที่ เกาะสมุย วันนี้ มี ต่างชาติ เข้ามา ถือครองที่ดิน ที่ผิดกฎหมาย และการก่อสร้าง รีสอร์ต พูลวิลล่า และ บ้านพัก ในพื้นที่ซึ่ง ออกเอกสารสิทธิ ไม่ได้ แต่มีการนำมา ซื้อ ขาย กันได้ และ ขอแบบแปลน ในการก่อสร้างจาก หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มี ไทยเทา ข้าราชการเทา อยู่เบื้องหลัง และมี มาเฟีย ให้ความ คุ้มครอง และ รับผลประโยชน์ร่วม เรื่องทั้งหมดใน เกาะสมุย เกาะพะงัน และอื่นๆ คนที่หนีความรับผิดชอบไม่พ้นคือ จุมพฎ วรรณฉัตร ผวจ.สุราษฎร์ธานี ในฐานะที่เป็น พ่อเมือง และมีตำแหน่ง ผอ.กอ.รมน.จังหวัด ที่จะต้องเรียก นายอำเภอทั้ง  เกาะสมุย และ เกาะพะงัน มา เฉ่งปี๋ ว่าทำไมจึง ปล่อยปละละเลย ให้เกิดเหตุการณ์ ต่างชาติ สามารถเข้ามาทำผิดกฎหมายได้……

@อีกหน่วยงานหนึ่งที่ต้องถามว่า ได้ทำหน้าที่อย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือไม่ นั้นคือ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง วันนี้ มี ข้อมูล ของ ต่างชาติ ที่เข้ามาอาศัยในการ ตั้งชุมชน การ ถือครองที่ดิน การทำธุรกิจ และการ ทำงาน ถูกต้องตามกฎหมายเท่าไหร่ ละที่ ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเท่าไหร่ รวมทั้งที่มาอยู่เกินกำหนด หรือ โอเวอร์สเตย์ ซึ่งมีอยู่เป็น จำนวนมาก เมื่อไหร่จะมีการ จับกุม ให้หมด เรื่องนี้อยู่ในความ รับผิดชอบของ พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 ที่ต้อง เร่งดำเนินการกับ ปัญหา ชาวต่างชาติ ที่ ผิดกฎหมาย ในทุก จังหวัดของภาคใต้…..

@เรื่องการใช้ คนไทย ที่เป็นแค่ ลูกจ้างของชาวต่างชาติ รวมทั้งภรรยาคนไทยในการเป็น นอมีนี เพื่อถือครองที่ดิน ถือครอง ธุรกิจ ตามกฎหมาย ที่ระบุว่า คนต่างชาติถือครอง 49 และคนไทยถือครอง 51 % วันนี้ในการ จดทะเบียน จำเป็นที่ต้องมีการ ตรวจสอบ ผู้ถือครองที่เป็น คนไทย ก่อนหรือไม่ว่า มี สถานะ ในการที่จะเป็นผู้ถือครองหรือไม่ ก่อนที่จะมีการ จดทะเบียน เรื่องการใช้ นอมีนี ในการ ถือครองที่ดิน ถือครองหลักทรัพย์ ให้กับ ชาวต่างประเทศ เป็นเรื่องใหญ่ ที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ ขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดิน ต้องเร่งทบทวน…..และที่ สำคัญ  แม่ทัพภาคที่ 4  พล.ท.นรธิป โพยนอก ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งมีหน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ ปราบปรามป้องกันภัยความมั่นคงในรูปแบบใหม่ ต้องเร่ง ไขลาน ในการ ปฏิบัติหน้าที่ของ หน่วย เพื่อให้ทันต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น  และต้อง”โปร่งใส” อย่างมีเสียง นินทา เล็ดลอดออกมาว่า กลุ่มนายทุน ที่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และ อื่นๆ ที่มีการ ทำผิดกฎหมาย และการบุกรุกที่ดินที่เป็น ของรัฐ มีการ วิ่งเต้น จ่ายเงิน  ให้กับ”นายหน้า” ที่อ้างว่า เข้าถึง ผู้นำของ กองทัพ…..

@ในขณะที่ภาคใต้ตอนล่าง มีเรื่อง ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ภาคใต้ตอนบนก็มีแต่เรื่อง การ บุกรุกทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ และการ กว้านซื้อที่ดิน ในหลายพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อ ตัดไม้ทำลายป่า และเอาที่ดินมา ขาย ให้กับ กลุ่มทุน ทั้งในพื้นที่ จ.ระนอง ชุมพร ซึ่ง วันนี้เป็นพื้นที่ ที่จะมี โครงการ แลนด์บริดจ์ ที่ รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ใช้เป็น โครงการ เรือธง ในการ ผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศ  ลึกๆ ลงไป ใน แผ่นดินของ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร  รวมทั้งอีกหลายพื้นที่ของภาคใต้ ที่เคยเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ดีบุก และอื่นๆ  เต็มไปด้วย แร่แรร์เอิธร์ มี ขุมทรัพย์ มูลค่ามหาศาล ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการผลิต ชิป หรือ เซิคอนดักเตอร์ ซึ่งอเมริกา แอบมา สำรวจไว้แล้ว ก่อนที่จะ มีการ ลงนามกับ รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการ ให้สิทธิ์ สหรัฐอเมริกา ในเรื่องของ แร่แรร์เอิธร์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น จึงมีการ กว้านซื้อที่ดิน จากนายทุน ต่างพื้นที่เกิดขึ้น……น่าเห็นใจก็แต่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ที่ถูก “จับโยง” ให้ ประชาชน เข้าใจผิด เรื่องของ “อาม่า” ที่เป็น ชื่อ บุคคล  เศรษฐี เจ้าของ โรงแรมชื่อดังใน จ.อุบลราชธานี และ พวก ที่เข้ามา กว้านซื้อที่ดิน ใน จ.ระนอง ในขณะที่ ตระกูล รัชกิจประการ มี ธุรกิจสายการเดินเรือชื่อ “อาม่า มารีน” ที่ รับขนส่ง น้ำมันปาล์ม อยู่ในแถบประเทศ อินโดนีเซีย ที่ถูก ป้ายสี ว่า เข้ามา กว้านซื้อที่ดิน ใน จ.ระนอง –ชุมพร ที่เป็นเรื่อง จับแพะชนแกะ ที่ต้องการ สร้างความ เสียหาย ให้กับ รองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นการ ทำลายทางการเมือง นั่นเอง…..

@เรื่องของ แลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณ 1 ล้าน ล้าน ในการ ลงทุน รัฐบาลภูมิใจไทย ยังไม่กล้า หักด่าน หรือ ฝืนกระแสสังคม แม้ว่าจะเป็น โครงการที่เป็น เรือธง ของ พรรคภูมิใจไทยก็ตาม โดยมีการ สั่งการ จาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมนตรี ให้ ตั้งคณะทำงานศึกษาถึง ผลดี ผลเสีย 90 วัน โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบ  ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะ ต้องยอมรับว่า การศึกษา โครงการ แลนด์บริดจ์ ยังไม่ ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมทั้งการ สื่อสารกับสังคม ทั้งในระดับประเทศ และในพื้นที่ รวมทั้งไม่เคยเห็นการ ฟังความคิดเห็น จาก บริษัท สายการเดินเรือ ว่า มีความเห็น ถึง ข้อดี ข้อเสีย อย่างไร กับการที่ การขนส่งต้องมีการ ถ่ายสินค้า หรือ ตู้ คอนเทนเนอร์ ถึง 2 ครั้ง  ละถ้าเป็น สินค้า เทกอง จะดำเนินการ ขนส่งอย่างไร เรื่องของ แลนด์บริดจ์ ยังไม่ควร เร่งด่วน ต้องดำเนินการด้วยความ คอบครอบ และ รอบด้าน โดยไม่เน้นความ รวดเร็ว เพราะเป็น โครงการใน อนาคต ที่เป็น ทางเลือก ของ สายการเดินเรือ หากเกิดความ แออัด หรือ มีการ ยึดครอง ช่องแคบมะละกา เกิดขึ้น ที่ทำให้ สายการเดินเรือ ต้องมีทางเลือกใหม่ นั้นคือ แลนด์บริดจ์…..แต่ที่ พรรคภูมิใจไทย ควรจะเร่ง ผลักดัน คือ เรื่องของ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ  หรือ เมืองต้นแบบที่ 4 ของ จ.สงขลา ที่ โครงการนี้ มีการ เห็นชอบ และ ผลักดัน โดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ก่อนที่จะ เปลี่ยน เจ้าภาพ มาเป็น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ที่หลังการเข้ามาเป็น เจ้าภาพ ดำเนินการด้วยความล่าช้า และถูกมองว่า เอนเอียง ไปทาง เอ็นจีโอ ผู้ คัดค้านโครงการนี้ ซึ่งล่าสุด สภาพัฒน์ฯ ยังเปิดเวลา รับฟังความเห็นเพิ่มเติม จาก เอ็นจีโอ เพื่อ ที่จะ ตอกฝาโลง อย่าให้ พื้นที่ของ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นที่ตั้งของ อุตสาหกรรม  เรื่อง นิคมอุตสาหกรรมจะนะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม พร้อมที่จะ  ผลักดัน  ให้เกิด เพราะเป็น ประโยชน์กับการ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ในพื้นที่ ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้  รอเพียง สภาพัฒน์ฯ ส่ง แผนแม่บทที่ รับฟังความคิดเห็น จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้า ครม. นิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นการลงทุน โดย เอกชน ที่ รัฐบาล เพียงอำนวยความสะดวกในเรื่อง โครงสร้างพื้นฐาน และมี เอกชน ที่พร้อมลงทุน และมีพื้นที่รองรับไว้แล้ว ดังนั้นรอเพียง รัฐบาล ไฟเขียว และ เลิก กลัว เอ็นจีโอ โครงการนี้ก็จะเกิดได้ทันที และ จะเป็นประโยชน์กับคนใน จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง…..

@จังหวัดสงขลา จำเป็นที่จะต้องมีท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 เพื่อเป็น เกตุเวย์ ในการ ส่งออก สินค้าไปต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาท่าเรื่อปีนัง ประเทศมาเลเซีย  และ แหลมฉบัง ที่ทำให้มี ต้นทุนสูงในการขนส่ง ทำให้ แข่งขันกับ คู่แข่ง ไม่ได้ ส่วนที่ ท่าเรือน้ำลึก ที่มีอยู่แล้ว วันนี้กลายเป็น ท่าเรือน้ำตื้น ที่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญ ที่ รัฐบาล ต้อง ผลักดัน ให้เกิดขึ้น เพราะ เป็น โครงการที่ รวดเร็ว และ ทำได้ทันที ที่ต่างจาก แลนด์บริดจ์  ที่ยังเต็มไปด้วย ปัญหา อุปสรรค..…จนเรื่องของ เศรษฐกิจ ปากท้อง ของประชาชน ก็มายังเรื่องของ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ที่ วันนี้ยังมองไม่เห็น ทางออก จากความ รุนแรง และความ ขัดแย้ง  ที่ถูก สร้างขึ้นโดย ขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ซึ่งล่าสุด ยังมีทั้งการ วางระเบิดแสวงเครื่อง โดยมีเป้าหมายต้องการชีวิตของ พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผบ.กองกำลังทหารพราน ที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส แต่มี เจ้าหน้าที่ชั้นประทวน รับเคราะห์แทน ตาย 1 เจ็บ 2 และมี ประชาชน ถูก ลูกหลงอีก 2 ราย ในขณะที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีการ ก่อกวน บนถนนสาย ยะลา-เบตง มีการ วางตะปูเรือใบ และ ยิงรถบรรทุก ที่ จ.ปัตตานี มีการ ยิง เจ้าหน้าที่ตำรวจ เสียชีวิต  ความรุนแรงยังมีอยู่ และ ยังไม่เห็น หนทาง ที่จะเป็นไปได้ว่าปี 2570 ไฟใต้จะ ยุติ  ตามที่ กองทัพ และ รัฐบาล ต้องการที่จะเห็น…..ปัญหาหลักคือเรื่องการ “บ่มเพาะ” เพื่อนำ เยาชน และ กลุ่มคน ให้เข้าสู่ ขบวนการ ในพื้นที่ของ สามจังหวัด และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ยังมีความ เข้มข้น  แต่ในการ แก้ไข ปัญหา ยังกลายเป็น ความ ขัดแย้ง กันเอง ระหว่าง ฝ่ายความมั่นคง ที่ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4  ยัง ยืนยัน ถึง แหล่งบ่มเพาะ ที่ต้อง ทำลายล้าง เพราะเป็น ต้นเหตุ ของ ปัญหาการ แบ่งแยกดินแดน และการ ก่อการร้าย แต่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษา ออกมา การันตี ว่า ไม่มีแหล่ง บ่มเพาะ ใน ปอเนาะ,ตาดีกา และ โรงเรียนสอนศาสนาฯ เป็นเรื่องของความ ขัดแย้ง กันเอง และพร้อมที่จะเดิน คนละทาง เพื่อ สร้างดาวคนละดวง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องถามว่า ปัญหาของการ บ่มเพาะ จะ แก้ด้วยวิธีไหน และ จะแก้อย่างไร……

@เรื่องการ ซุ่มโจมตี กำลังพลด้วย ระเบิดแสวงเครื่อง หรือด้วยอาวุธปืน ที่ กองกำลังติดอาวุธ ทำแล้วได้ผล ทำให้ กำลังพล เจ็บ ตาย และ รถยนต์พังพินาศ  เกิดจากการ งานการข่าว ที่ แม่นยำ ของ บีอาร์เอ็น ที่ ทราบความเคลื่อนไหวของ กำลังพล ว่าจะ เดินทาง  วัน ว เวลา น. ใน เส้นทางไหน เพื่อที่จะได้ไป วางระเบิด ได้ถูกต้อง และ แม่นยำ นี้คือเรื่อง เกลือเป็นหนอน ใน กองกำลังทหาร มี สายข่าว ของ บีอาร์เอ็นปะปนอยู่  หรือมี สายข่าว ของ บีอาร์เอ็น เกาะติด ฐานปฏิบัติการ และรู้เรื่องการ เดินทาง ของ เจ้าหน้าที่ ถ้า เรื่องนี้ไม่มีการ แก้ไข ปล่อยให้มี หนอนบ่อนไส้ อยู่ใน กองกำลัง ก็ยากที่จะ หยุด ความสูญเสีย กับกำลังพล เรื่องนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะ แก้ไข อย่างไร หรือ ปล่อยให้ เจ็บ ตาย และ เสียหาย ไป เรื่อยๆ เพราะเสียหายมาแล้วถึง 22 ปี ที่ยัง ไม่มีทางแก้…..ประเด็นคือการ บรรจุกกำลังพล ที่เป็น ทหารพราน และที่เป็น อาสาสมัครรักษาดินแดนจาก ประชาชนในพื้นที่ รับสมัครกันมาแบบ มีเส้น มีสาย มีการ จ่ายเงิน เพื่อการได้รับการ คัดเลือก และ บรรจุ เป็น กำลังพล ที่ยังมีการ เรียกเงิน หัวละ 100,000-200,000 บาท และไม่มีการ เช็คประวัติ จึงกลายเป็น ช่องว่างให้ บีอาร์เอ็น สามารถ แฝงเร้น เข้าสู่การเป็นกำลังพลของ อาสาสมัคร เหล่านั้น เรื่องนี้ จะแก้อย่างไร ก็ต้องถามถึง แม่ทัพ นายกอง และ เสนาธิการ ของ กอ.รมน.ภาค 4 เช่นกัน…..

@เห็นโครงสร้าง ผู้แทนพิเศษ ของ รัฐบาล ที่ตั้งขึ้นมา เพื่อ ผลักดัน การแก้ปัญหา ไฟใต้ ใน รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีมากถึง 22-23 คน และเป็น ข้าราชการประจำ ของ กระทรวงต่างๆ โดยมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีต่างประเทศ แล้ว ก็ไม่ได้ คาดหวัง อะไรมากนัก เพราะถึง ไม่ตั้ง และ ไม่มี ท่านทั้งหลาย ก็มีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้ว คณะทำงานชุดนี้ก็คงเดิน ซ้ำรอยเดิม ของ รัฐบาล ชุดเก่า ที่ไม่มีมีมรรคมีผล ในการ ดับไฟใต้……ส่วนในเรื่องของการ พูดคุยสันติสุข ที่มี ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ทำหน้าที่ หัวหน้าคณะ ที่หลังจากมีการ แต่งตั้งไปแล้ว ยังไม่เห็น รายชื่อของ คณะกรรมการ ว่าประกอบด้วยใคร และมีตัวแทนของภาคประชาชนเข้าไปอยู่ในคณะพูดคุยหรือไม่ และจะมีการ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แนวทาง หรือ นโยบาย อย่างไร จะ คุยกับ บีอาร์เอ็น เพียงองค์กรเดียว อย่างที่ผ่านมา หรือจะคุยกับ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน อื่นๆ ที่ออกมา เรียกร้อง ด้วยหรือไม่ เนื้อหาในการ พูดคุย จะมีการ ปรับเปลี่ยน หรือยังอยู่ใน กรอบเดิมๆ ที่ถูกมองว่า ไทยเป็นผู้เสียเปรียบ และอาจจะเสียหาย และ จะมีการ เรียกร้องให้ เปลี่ยนตัวคณะพูดคุย ของ บีอาร์เอ็น ที่เป็น บีอาร์เอ็นยุโรป มาเป็น บีอาร์เอ็น ของแท้ หรือไม่อย่างไร นี้คือ สิ่งที่ ประชาชน ต้องการรับรู้……แต่ในส่วนของ บีอาร์เอ็น ยังไม่มีการตอบรับ หรือแสดงท่าที กับการ เปลี่ยนตัว หัวหน้าคณะพูดคุยของไทยจาก ทหาร มาเป็น พลเรือน แต่สิ่งที่ บีอาร์เอ็น แสดงออก โดยไม่ต้อง สื่อด้วยวาจาและภาษา คือ ปฏิบัติการ ด้วยอาวุธ ในพื้นที่ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้นคือการ ยืนยันว่า บีอาร์เอ็น ยังใช้ความรุนแรง และยังคง ยุทธศาสตร์ ของการ แบ่งแยกดินแดน ต่อไปนั่นเอง ดังนั้นจึงยังไม่มีอะไรใหม่ สำหรับการ ผลักดัน เวทีการ พูดคุย ที่เกิดขึ้น……

@เห็นด้วยกับการที่ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ผบ.ฉก.นราธิวาส ในการ ประกาศปิด ช่องทางธรรมชาติ ที่ใช้ข้าม แม่น้ำสุไหงโก-ลก เพื่อไปยังประเทศมาเลเซีย จำนวน  เกือบ 300 ท่า ในพื้นที่ตั้งแต่ อ.แว้ง สุไหงโก-ลก และ ตากใบ เพื่อให้ ประชาชน ที่ต้องการ ข้ามไปยัง ประเทศมาเลเซีย ต้องใช้ช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ส่วนจะ ป้องกัน การก่อการร้ายได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ การบังคับใช้กฎหมายในการ เข้าเมือง ต้องสามารถ บังคับใช้กับทุกคนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้คนส่วนหนึ่ง อยู่เหนือกฎหมายอยู่ตลอดเวลา……ผลกระทบจาก สงครามตะวันออกกลาง ลามมาถึง ด่านปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา สินค้าเถื่อนอย่าง น้ำมันเถื่อน ที่เคยเป็น สินค้าเถื่อน ที่สร้างรายได้ ใต้โต๊ะ ให้กับ ศุลกากร หายวับไปกับตา เพราะ น้ำมันดีเซล ในมาเลเซีย มีราคาที่ต่างกับน้ำมันในประเทศไทย  เนื้อเถื่อน ที่มีการนำเข้าอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ก็หยุดชะงัก เพราะ ราคาเนื้อโคในประเทศที่ถูกลง และราคาในต่างประเทศแพงขึ้น เช่นเดียวกับ หัวหอม หัวกระเทียม ที่การนำเข้า ต้องจ่ายภาษี 100 % ทำให้ ชายแดนปาดังเบซาร์  อับเฉา โรยรา ลงอย่างรวดเร็ว  เหลือเพียงการนำเข้า สินค้าที่ เสียภาษีปากระวาง คือ ขนมนมเนย ของขบเคี้ยว ที่ ผู้นำเข้าแอบซุกซ่อน สินค้าห้ามนำเข้าเช่นน้ำมันปาล์ม และอื่นๆ เอาไว้ข้างล่าง  รวมทั้งการ จ่ายส่วนไต้โต๊ะ เช่นนำเข้า 10 คันรถ แต่จ่ายภาษีปากระวางแค่ 2 คัน เรื่องนี้คือการ ทุจริตต่อหน้าที่ ที่ต้องฝากไปถึง นายด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ให้มีการ เข้มงวด กับการ เสียภาษีปากระวาง ให้มาก…..

@เรื่องของ ที่ดิน ซึ่งในอดีตเป็น ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ทั้งที่มีการขึ้นทะเบียน และไม่มีการขึ้นทะเบียน ในหมู่บ้าน ตำบล อย่างเช่นที่ หมู่ที่ 9 ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา ที่ พนักงานที่ดิน เข้าไปรังวัด ที่ดินที่ ปัจจุบันเป็น สวน เป็น บ้านเรือน และ ศาสนาสถาน มีการตัดถนน เข้าไปในพื้นที่หมดแล้ว และ ประชาชน คัดค้าน ไม่ยอมให้มีการรังวัด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ รัฐบาล ต้องแก้ไข เพื่อมิให้เป็นความเดือดร้อนของประชาชน  ที่ต้องทำให้เป็น ปัจจุบัน  ส่วนในอดีต เคยเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ ก็ต้อง ยกเลิก เพราะในพื้นที่ไม่มีการ เลี้ยงสัตว์อีกแล้ว เรื่องนี้ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ หรือ เสี่ยโบ๊ต สส.เขต อ. อ.สะเดา อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา  ควรจะนำเสนอรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน…… แล้วพบกันใหม่วันศุกร์หน้า สวัสดีครับ

ไชยยงค์ มณีพิลึก

————————————————————————–

///////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a1

ผู้กล้า. พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ ส.อ.อดิศร คำบุญช่วย จากการ ลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพราน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 11 เหตุเกิดบริเวณถนนสายสุไหงโก-ลก – แว้ง บ้านน้ำขาว หมู่ที่ 8 ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส  ณ วัดบางนรา อ,เมือง จ,นราธิวาส โดยมีผู้ร่วมไว้อาลัย เป็นจำนวนมาก

///////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a2

แผนพัฒนา.  สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่ อ.เมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมี บุญชมเย็น ผวจ.นราธิวาส และคณะให้การต้อนรับ

///////////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a3

ประชุมเชิงปฏิบัติการ.  พาตีเมาะ สะดีนามู ผวจ.ปัตตานี มอบหมายให้ สนั่น สนธิเมือง รอง ผวจ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการบูรณาการสร้างพลเมืองคุณภาพระดับจังหวัด ภายใต้โครงการศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.)  ณ ห้งน้ำพราว 1 โรงแรมซีเอส อ,เมือง จ.ปัตตานี

////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a4

ป้องกัน.  เฉลิมพล เรืองเริงกุลฤทธิ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา เปิดโครงการป้องกันและเฝ้าระวังโรคติดต่อและไม่ติดต่อในพื้นที่จังหวัดยะลา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กิจกรรม อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (DM remission) โดยมี  สุชาติ อนันตะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยะลา,หัวหน้าส่วนราชในสังกัดฯ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด ณ ห้องประชุมดาหลา อบจ,ยะลา

//////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a5

เพิ่มประสิทธิภาพ,  พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานเทศบาล บุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาและสำนักการศึกษา “กิจกรรมอบรมหลักสูตรภัยพิบัติ” ระหว่างวันที่ 11–12 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมเทศบาลนครยะลา

///////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a6

ส่งเสริม.  ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา อำเภอเมืองตรัง จ.ตรัง ได้มี  ทรงกลด สว่างวงศ์ ผวจ.ตรัง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมส่งเสริมการขาย (Business Matching) เส้นทางท่องเที่ยว Paradise Island (ตรัง – สตูล)” เพื่อสร้าเครือข่ายทางธุรกิจและยกระดับการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีวัตถุประสงค์หลักในการเชื่อมโยงและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางทะเลระหว่าง จ.ตรังและจ.สตูล

/////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a7

รายงานตัว.  ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอปะเหลียน จ.ตรัง พงศ์พัฒน์ พันธุ์ศักดิ์ ประธานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดตรัง พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าพบ พระเนตร อุทัยรังษี นายอำเภอปะเหลียน และกำนัน เขตอำเภอปะเหลียน เพื่อรายงานตัว ทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ และขอความร่วมมือในกรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เมื่อวันก่อน

/////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a8

ติดตาม.   ที่ห้องประชุมเป็นธรรม ชั้น 3 สำนักงา ป.ป.ช.จ.ตรัง บัณฑิต คณะสุวรรณ ผอ.ป.ป.ช.จ.ตรัง ยุทธนา วิมลเมือง เจ้าพนักงานป้องกันชำนาญการพิเศษ วาสนา แจ้งเสนาะ รองศึกษาธิการ จ.ตรัง กาญจนา พรัดขำ ผอ.กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเอกชน จ.ตรัง ชมรมตรังต้านโกง เข้าร่วมประชุมติดตาม การบริหารจัดการ เงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ให้เป็นไปตามระเบียบ

////////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a9

ตรวจความพร้อม.  อาคม บริสุทธิ์ ประธานกลุ่มโรงเรียนสุโสะ-บ้านนา อ.ปะเหลียน จ.ตรัง พร้อมด้วยศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1 ออกตรวจสอบความพร้อม สภาพอาคารเรียน ห้องเรียน อาคารประกอบ ระบบสาธารณูปโภคของโรงเรียน ในกลุ่ม ย่านตาขาว-ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2569

/////////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a10

รับฟังปัญหา.,..อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สสง เขต 6 จ,สงขลา พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ บ้านห่วยตือฮะ หมู่ 6 ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา รับฟังความเดือดร้อนของประชาชนในก่ารขาดแคลนน้ำ เพื่ออุปโภค บริโภค เพื่อไปประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือต่อไป

////////////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a11

พลังศรัทธา.    ณ ริมบีงปึกยาว ต.คลองต่ำ อ.ปานะเระ จ.ปัตตานี จอน สุกปลั่ง นายอำเภอปะนาเระ จัดกิจกรรม สายน้ำแห่งศรัทธา วิถีพหุวัฒนธรรมสองฝั่งบึงปึกยาว ประจำปี 2569 อัญเชิญหลวงพ่อทุ่งคา องค์พี่-องค์น้อง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้าน คู่เมือง ให้ประชาชน ได้ สักการะ  โดยมี พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร่วมกิจกรรม

///////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a12

สมโภชเจ้าแม่.   งานสมโภชเจ้าแม่โต๊ะโมะ ครบรอบ 74 ปี ของ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งคณะกรรมการ จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ชูศรัทธาและพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้ โดยมี ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานมหาราช อ,สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส

///////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a13

ต้อนรับ.   ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศอ.บต.) ต้อนรับ จาง เสี่ยวหรง รองกงสุลใหญ่ แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำ จ.สงขลาและคณะ ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการร่วมกัน ณ ห้องรับรอง ศอ.บต. อ.เมือง จ.ยะลา

///////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a14

ติดตามปัญหา.   สรรเพชญ บัญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส  ติดตามเร่งรัดโครงการ โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคม สำคัญใน จ.นราธิวาส เพื่อยกระดับคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมี กริชชัย ชัแลัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า และ กรมทางหลวง ร่วมชี้แจง

////////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a15

แถลงข่าว. ก้องสกุล จันทราช ผวจ.ยะลา เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานสมโภชหลักเมืองและงานกาชาดจังหวัดยะลา ครั้งที่ 64 ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2569 รวม 11 วัน 11 คืน บริเวณศาลหลักเมืองยะลา โดยมี ฟารีดา จันทราช นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา, สุนิสา อยู่หนูสิงห์ วัฒนธรรมจังหวัดยะลา, และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา

////////////////////////////////////////////////

บรรยายภาพ a16

ร่วมงาน,  อะหมัด รามันห์สิริวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ประจำจังหวัดยะลา และที่ปรึกษาประธาน สมาพันธ์ SME ไทย จังหวัดยะลา พร้อมด้วย นายริฟอาทร์ มานะ ประธานหน่วยปฏิบัติการพิเศษและกู้ภัยทางน้ำ “ฉลามภัย” และสมาชิกทีมฉลามภัย รวมทั้ง นายอารีมาน ดอเลาะมะ สมาชิกสภาเทศบาล เขต 2 เทศบาลเมืองสะเตงนอก ลงพื้นที่ร่วมงานเลี้ยงเข้าสุนัต (มาโซะยาวี) บุตรชาย มํฮามัด จิใจ รองประธาน อบต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา ณ บ้านพัก ต.อาซ่อง อ.รามัน จ.ยะลา

///////////////////////////////////////////