ในช่วงปีแรกที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐสมัยที่สอง สไตล์การเจรจาที่ดุดันทำให้เขาได้รับการยินยอมจากประเทศต่าง ๆ ในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่ภาษี ไปจนถึงความขัดแย้งทางอาวุธ
ทว่าในกรณีของอิหร่าน การทูตบีบเค้นรูปแบบเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะของการข่มขู่ การดูหมิ่น และการยื่นคำขาดอย่างเปิดเผย ดูเหมือนจะถึงทางตันแล้ว และอาจบั่นทอนความพยายามของทรัมป์ ในการยุติสงครามที่สั่นคลอนเศรษฐกิจโลก
เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่มีทางออก ทรัมป์จึงเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อวิกฤติซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็แทบไม่มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายแนวทางการทูตที่แข็งกร้าวต่อบรรดาผู้นำอิหร่าน ซึ่งสิ่งนี้ไม่เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเจรจาเพื่อยุติปัญหาอย่างรวดเร็ว และยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่า การเผชิญหน้าในปัจจุบัน และผลกระทบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่ออุปทานพลังงานโลก อาจยืดเยื้ออย่างไม่มีกำหนด โดยมีสถานการณ์ที่ผลักดันให้ถึงจุดวิกฤติเป็นระยะ ๆ
นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งคือ ทัศนคติของผู้ปกครองอิหร่าน รวมถึงความจำเป็นในการรักษาหน้าต่อสาธารณชนภายในประเทศ แม้การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอล สังหารผู้นำระดับสูงหลายราย และลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านอย่างหนักก็ตาม
แม้อิหร่านควบคุมเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทำให้ประเทศมีอำนาจต่อรองสูง แต่ถึงอย่างนั้น ทรัมป์ยังคงใช้กลยุทธ์ทางการทูตที่มีลักษณะของการเรียกร้องอย่างสุดโต่ง ความไม่แน่นอน สัญญาณที่ไม่ชัดเจน และถ้อยคำที่รุนแรง
ด้านนักวิเคราะห์ชี้ว่า สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ทรัมป์ยืนกรานที่จะให้สหรัฐได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในความขัดแย้งครั้งนี้ แม้ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม ขณะที่อิหร่านต้องยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งพวกเขาก็ไม่น่าจะทำแบบนั้น
อนึ่ง ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน เกิดขึ้นในขณะที่ทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันภายในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งสูง คะแนนความนิยมของเขาที่ต่ำลง และความพยายามของพรรครีพับลิกันในการควบคุมสภาคองเกรส
ทรัมป์ยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า อิหร่านถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงแล้ว แม้มีหลักฐานที่ตรงกันข้ามก็ตาม และกล่าวว่าอีกฝ่าย “ร้องขอ” ให้มีข้อตกลง ซึ่งอิหร่านก็ปฏิเสธ โดยเขาสลับเปลี่ยนท่าทีไปมา ระหว่างการเรียกร้องให้ “ยอมจำนนโดยไม่เงื่อนไข” กับ “การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง”
อย่างไรก็ตาม อิหร่านอ้างว่าการที่พวกเขารอดพ้นจากการโจมตีทางทหารอย่างหนักหน่วง ก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พวกเขาสามารถเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
“การขาดความอดทนเชิงกลยุทธ์ และความไม่สอดคล้องกันในถ้อยคำของประธานาธิบดีทรัมป์ บ่อนทำลายข้อความใด ๆ ก็ตามที่เขาต้องการสื่อสาร” นายเดนนิส รอสส์ อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านตะวันออกกลาง ในรัฐบาลพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน กล่าว
ทั้งนี้ ผู้สันทัดกรณีบางคนเชื่อว่า แนวทางของทรัมป์ ซึ่งเขากล่าวว่ามีเป้าหมายหลักคือ การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ อาจส่งผลเสียต่อตัวเขาเอง เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐ ควบคู่กับการทูตแบบบีบบังคับของทรัมป์ อาจส่งผลให้อิหร่านมีแนวโน้มยกระดับความพยายาม ในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อปกป้องตนเอง เหมือนกับกรณีของเกาหลีเหนือ.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



