ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชาซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปีในแผ่นดินจีน ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในฐานะเครื่องมือของ “พลังอำนาจละมุน” (Soft Power) เพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ ความเชื่อมั่น และปรัชญาการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนท่ามกลางยุคสมัยแห่งความผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปะครั้งสำคัญระหว่างผู้นำจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของการใช้สัญวิทยาทางวัฒนธรรม เพื่อประคับประคองความสัมพันธ์ทางการทูตซึ่งเปราะบางที่สุดในโลก
ประวัติศาสตร์ของการทูตชาเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับการขยายตัวของอิทธิพลจีนผ่านเส้นทางสายไหม ทั้งทางบกและทางทะเล ในสมัยราชวงศ์ถัง ( ค.ศ. 618-907 หรือ พ.ศ.1161- 1450 ) ชาเริ่มมีบทบาทสำคัญในการเป็นสินค้าบรรณาการและเครื่องมือในการสร้างสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรข้างเคียง
เมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์ซ่ง ( ค.ศ. 960-1279 หรือ พ.ศ 1503-1822 ) การทูตชาทวีความสำคัญจนกลายเป็นมาตรฐานแห่งชาติ จักรพรรดิซ่งฮุ่ยจงผู้ทรงมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งชาได้ทรงรจนาตำรา “ต้ากวนฉาลุน” ( Daguan Chalun ) ซึ่งกำหนดมาตรฐานสูงสุดสำหรับชาบรรณาการ และการรับรองทูตต่างประเทศ ในยุคนี้ การดื่มชาไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อน แต่เป็น “ฉาเต้า” ( Cha Dao ) หรือ “วิถีแห่งชา” ที่แฝงไว้ด้วยปรัชญาความสมดุล ความนับถือ และความสงบเงียบ ซึ่งเป็นคุณค่าที่จีนต้องการนำเสนอต่อโลกภายนอก
ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จีนประกาศนโยบายเพิ่มซอฟต์พาวเวอร์อย่างชัดเจน เมื่อปี 2557 โดยเน้นการ “เล่าเรื่องราวของจีนให้ดี” ชาจึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางที่สมบูรณ์แบบในการสะท้อนถึงแนวคิด “ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน” เนื่องจากชาเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกคุ้นเคย และมีรากฐานมาจากตะวันออก
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ชาเป็นสัญลักษณ์ของความกลมกลืน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดการเผชิญหน้าในลัทธิสัจนิยมทางการเมือง การจัดพิธีชงชาในการประชุมระดับสูง จึงเป็นการสื่อสารเชิงอวัจนภาษาที่บอกแก่คู่เจรจาว่า จีนต้องการมิตรภาพที่ต้องใช้ความอดทนและการบ่มเพาะ กระบวนการชงชาที่ต้องล้างใบชา การควบคุมอุณหภูมิน้ำ และการรินอย่างมีจังหวะ สะท้อนถึงการเจรจาทางการทูตที่ต้องมีความรอบคอบและคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย
ผู้นำจีนคนปัจจุบัน มักใช้การดื่มชาอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำนานาชาติ ซึ่งมักจะเห็นผลได้ชัดเจน กว่าการประชุมอย่างเป็นทางการที่มหาศาลาประชาชน

การต้อนรับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ที่สวนสน ในเมืองกว่างโจว เมื่อเดือนเม.ย. 2566 เป็นตัวอย่างของการใช้ “บรรยากาศ” ในการชี้นำการเจรจา การเลือกเมืองกว่างโจวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายไหมทางทะเล มีนัยสำคัญในการสื่อถึงการเปิดกว้างและการค้า การดื่มชาพร้อมฟังดนตรีเพลง “ภูเขาสูงและน้ำไหล” เป็นการส่งสัญญาณถึงการมองหา “กัลยาณมิตร” ที่เข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง ในยามที่ระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่าน สีใช้ช่วงเวลานี้พูดคุยเกี่ยวกับ “ความรุ่งโรจน์และล่มสลายของมหาอำนาจในรอบพันปี” เพื่อกระตุ้นให้ยุโรปแสวงหาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์
ผู้นำจีนเคยใช้การเดินชมสวนยามค่ำคืนและการดื่มชากับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ที่เรือนรับรองจงหนานไห่ เมื่อปี 2557 เพื่อสร้างความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งกว่าเอกสารนโยบาย ซึ่งความแตกต่างของสถานที่และประเภทของชาที่ใช้นั้น ถูกปรับเปลี่ยนตาม “ระดับความไว้วางใจ” และ “เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์” ของจีนที่มีต่อผู้นำแต่ละคน
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสีกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน มีเอกลักษณ์ที่การใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในระดับเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ในการเยือนกรุงปักกิ่งครั้งแรกของทรัมป์ จีนได้จัดเตรียมการต้อนรับที่มีการขนานนามว่า “รัฐพิธีระดับสุดยอด” ซึ่งไม่เคยมีผู้นำต่างชาติคนใดได้รับมาก่อน การดื่มชาเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นว่า จีนให้ความสำคัญกับทรัมป์ในฐานะ “แขกผู้ยิ่งใหญ่” ของอารยธรรมจีนที่มีมายาวนานกว่า 5,000 ปี
การเยือนจีนครั้งสำคัญในรอบ 9 ปีของทรัมป์ ในฐานะผู้นำสหรัฐสมัยที่สอง เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค. 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐกำลังเผชิญกับความยากลำบากจากสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อ และการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมัน การทูตชาในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือในการ “จัดการความขัดแย้ง” และ “รักษาเสถียรภาพ” ของระเบียบโลก
หลังจากการเจรจาอย่างเป็นทางการที่มหาศาลาประชาชน เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 พ.ค. ผู้นำทั้งสองคนเดินทางไปยังหอสักการะฟ้าเทียนถาน ในตอนบ่ายของวันเดียวกัน สถานที่แห่งนี้มีนัยทางประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้ง เนื่องจากเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมเพื่อขอพรให้พืชพันธุ์อุดมสมบูรณ์และบ้านเมืองสงบสุข สีอธิบายแก่ทรัมป์ถึงแนวคิด “ประชาชนเป็นรากฐานของรัฐ” ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าความมั่นคงภายในของจีนคือสิ่งที่สหรัฐต้องเคารพ
นอกจากนี้ การเลือกหอสักการะฟ้าเทียนถานยังเป็นการรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ยุคนิกสัน-คิสซินเจอร์ จากการที่นายเฮนรี คิสซินเจอร์ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เคยเดินทามาเยือนสถานที่แห่งนี้หลายครั้ง ก่อนจีนและสหรัฐสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างเป็นทางการ
ต่อมาในวันที่ 15 พ.ต. สีนำทรัมป์เดินชมความงดงามของธรรมชาติ ภายในเรือนรับรองจงหนานไห่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีน ซึ่งผู้นำสหรัฐกล่าวชมความงดงามของกุหลาบจีน สีจึงรับปากว่า จะส่งเมล็ดพันธุ์ของกุหลาบเหล่านั้นไปให้ทรัมป์ถึงทำเนียบขาว และต้นไม้เก่าโบราณที่มีตั้งแต่อายุหลายร้อยปี ไปจนถึง 1,000 ปี
ที่เรือนรำบรองจงหนานไห่ ผู้นำทั้งสองประเทศดื่มชาร่วมกัน พร้อมทั้งหารือในประเด็นตึงเครียดที่สุด รวมถึง สถานการณ์ในอิหร่าน ภายใต้ม่านหมอกของควันชานั้น มีประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่ตึงเครียดซ่อนอยู่ ซึ่งจีนพยายาม “ต้อน” ให้สหรัฐ เข้าสู่แนวทางของตน โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องต่อรอง
นอกจากนี้ สียังส่งสัญญาณเตือนรุนแรงที่สุดเกี่ยวกับไต้หวันในระหว่างการประชุม จีนย้ำว่า ปัญหาไต้หวันคือ “หัวใจของผลประโยชน์หลัก” และหากสหรัฐจัดการไม่ถูกต้องจะนำไปสู่ “ความขัดแย้งและการปะทะ” โดยจีนพยายามใช้บรรยากาศแห่งการทูตชาเพื่อทำให้ทรัมป์ยอมรับเงื่อนไข ในเรื่องการลดการขายอาวุธให้ไต้หวันเพื่อแลกกับความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ แต่ในประเด็นนี้ สหรัฐยังคงรักษาท่าที “ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์” เอาไว้ได้

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเพียงไม่กี่อย่าง จากการเยือนสหรัฐของทรัมป์ในครั้งนี้ คือการเตรียมจัดตั้ง “คณะกรรมการการค้า” และ “คณะกรรมการการลงทุน” ร่วมกับจีน ซึ่งเป็นการยกระดับจากการเจรจาแบบรายกรณี ไปสู่การมีกลไกถาวรเพื่อจัดการความแตกต่าง และการที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง นายเจนเซน หวง จากเอ็นวิเดีย นายอีลอน มัสก์ จากเทสลา และนายทิม คุก จากแอปเปิล ร่วมคณะเดินทางมาด้วย สะท้อนให้เห็นว่า “การทูตชา” สามารถผนวกเอา “การทูตภาคเอกชน” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างดุลยภาพใหม่
จีนพยายามใช้โอกาสนี้ ในการเปิดช่องทางการพูดคุยเรื่องความปลอดภัยของปัญญาประเดิษฐ์ ( เอไอ ) ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐกังวลอย่างมาก จีนมองว่าความร่วมมือในเรื่องนี้จะเป็นการ “ถ่วงเวลา” เพื่อไม่ให้จีนสามารถไล่ตามเทคโนโลยีของสหรัฐได้ทัน ในขณะที่สหรัฐหวังว่ าจะสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ไม่ให้จีนนำเอไอไปใช้ในทางการทหาร
นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์การทูตชาของจีนยังขยายไปไกลกว่าระดับทวิภาคีกับมหาอำนาจ โดยมีการนำวัฒนธรรมชาไปผูกติดกับวาระระดับโลก เช่น วันชาสากล และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
จีนเริ่มนำเสนอ “การเกษตรฟื้นฟู” ในอุตสาหกรรมชา เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นประเด็นที่ใช้สร้างความชอบธรรมในเวทีโลก ขณะที่การขึ้นทะเบียนประเพณีการปรุงชาของจีนได้รับการรับรองจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) เมื่อปี 2565 กลายเป็นเครื่องมือในการสร้าง “อำนาจนำทางวัฒนธรรม” ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
จีนยังเชื่อมโยงเรื่องชากับประเทศกำลังพัฒนา ผ่านโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ( บีอาร์ไอ ) โดยจีนใช้ชาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่วมกัน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรไปยังประเทศในเอเชียกลางและแอฟริกา
ด้วยเหตุนี้ การทูตชาของจีนในยุคปัจจุบัน บรรลุเป้าหมายสำคัญสามประการ
“การปรับสมดุลทางอำนาจ” จีนประสบความสำเร็จในการใช้ความอ่อนช้อยทางวัฒนธรรมเพื่อลดทอนแรงกดดันจากนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ โดยเปลี่ยนจากการปะทะเชิงนโยบายเป็นการสร้างพันธะสัญญาเชิงสัญลักษณ์ที่ทรัมป์ชื่นชอบ
“การสร้างความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์” การกำหนดนิยามใหม่ของความสัมพันธ์ให้เป็นแบบ “หุ้นส่วนที่ไม่ใช่คู่แข่ง” ผ่านการพบปะที่จงหนานไห่ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุทางการทหารในระยะสั้น โดยเฉพาะในประเด็นไต้หวันและทะเลจีนใต้
“การสถาปนาภาพลักษณ์มหาอำนาจผู้รับผิดชอบ” จีนใช้บทบาทในการไกล่เกลี่ยวิกฤติอิหร่าน ควบคู่ไปกับการต้อนรับแบบอารยะ เพื่อสื่อสารต่อประชาคมโลกว่า จีนคือเสาหลักแห่งเสถียรภาพในวันที่โลกตะวันตกมีความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม การทูตชามีขีดจำกัด หากรากฐานของความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง เช่น การแข่งขันด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ได้รับการแก้ไข “รสชาติที่หอมหวาน” ของการประชุมในเดือนพ.ค. นี้ อาจกลายเป็นเพียงความพึงพอใจชั่วคราว ที่ปิดบังความขมขื่นของการแข่งขันในระยะยาว หากผู้ร่วมดื่มทั้งสองฝ่ายหลงลืมรสชาติในวันนั้นไปเสียหมดสิ้น.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : REUTERS



