การปฏิรูปนโยบายการศึกษาทั่วโลกกำลังเผชิญกับการปรับทิศทางครั้งสำคัญ โดยมีสวีเดนเป็นผู้นำการรณรงค์ลดบทบาทของอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อหันกลับมาเน้นการอ่านและเขียนแบบดั้งเดิม


ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สวีเดนเคยดำเนินการผลักดันระบบดิจิทัลอย่างเข้มข้น จนทำให้แท็บเล็ตเป็นสิ่งบังคับในชั้นเรียนก่อนวัยเรียน เมื่อปี 2562 อย่างไรก็ตาม นโยบาย “จากหน้าจอสู่แฟ้มเอกสาร” ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2568 ได้ยกเลิกข้อบังคับดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง


นางล็อตตา เอ็ดโฮล์ม รมว.กระทรวงศึกษาธิการสวีเดน แสดงท่าทีคัดค้านการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลที่มากเกินความจำเป็นในกลุ่มเด็กเล็ก และได้เสนอแผนยุติการใช้สื่อดิจิทัลในการเรียนรู้สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี รัฐบาลสวีเดนได้ลงทุนงบประมาณมูลค่ากว่า 2,100 ล้านโครนาสวีเดน ( ราว 7,371.76 ล้านบาท ) ไปกับการจัดซื้อหนังสือเรียนกระดาษเพื่อแจกจ่ายให้นักเรียนอย่างทั่วถึง


การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสอดคล้องกับความกังวล หลังคะแนนประเมินความสามารถในการอ่านระดับนานาชาติของนักเรียนเกรด 4 ในสวีเดนลดลงจากเฉลี่ย 555 คะแนนในปี 2559 เหลือ 544 คะแนน เมื่อปี 2564 ประกอบกับผลสัมฤทธิ์ของคะแนนสอบโครงการปิซา เมื่อปี 2565 ที่แสดงสัดส่วนเยาวชนเกือบหนึ่งในสี่ของสวีเดน ซึ่งขาดทักษะความเข้าใจพื้นฐานในการอ่าน


การสนับสนุนแนวทางดั้งเดิมดังกล่าวตั้งอยู่บนผลการวิจัยเชิงลึกด้านประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยการแพทย์คาโรลินสกาของสวีเดน เผยแพร่รายงานว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เด่นชัดที่ชี้ว่า เครื่องมือดิจิทัลถือเป็น “อุปสรรคขัดขวาง” มากกว่าส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า การอ่านหนังสือผ่านจอภาพรบกวนสมาธิและทำให้เด็กมีพฤติกรรมการอ่านจับใจความที่ด้อยลง เมื่อเทียบกับการอ่านบนกระดาษ ซึ่งการอ่านบนหน้าจอจะกระตุ้นการอ่านผ่าน ๆ แทนที่จะเป็นการทำความเข้าใจเนื้อหาเชิงลึก


นอกเหนือจากนี้ งานวิจัยด้วยคลื่นไฟฟ้าสมองความละเอียดสูงแสดงให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวของข้อมือและนิ้วอย่างเป็นธรรมชาติขณะเขียนตัวอักษร ช่วยกระตุ้นโครงข่ายคลื่นสมองย่านความถี่ธีตาและอัลฟา ในส่วนกลีบข้างและส่วนกลางของสมอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเชื่อมประสาทและการเรียนรู้


ขณะที่การเขียนด้วยมือยังกระตุ้น “กระบวนการเข้ารหัสความจำ” ตามการศึกษาของมึลเลอร์และออปเพนไฮเมอร์ ( Mueller & Oppenheimer ) ซึ่งเป็นทีมนักวิจัยด้านจิตวิทยาชื่อดังของสหรัฐ เนื่องจากความช้าในกระบวนการเขียนบังคับให้ผู้เรียนต้องกลั่นกรอง สรุปความ และประมวลผลข้อมูลด้วยตนเอง แตกต่างจากการพิมพ์คีย์บอร์ดที่สมองใช้กระบวนการทำงานที่ซ้ำซาก และเป็นการลอกข้อมูลตามที่ได้ยินโดยอัตโนมัติ


ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกคัดลายมือในเด็กเล็กนับเป็นตัวทำนายความสามารถในการอ่าน และการคำนวณที่ดีที่สุดในลำดับช่วงวัยต่อไป เนื่องจากช่วยสร้างภาพจำตัวอักษรที่มีความผันแปรและจดจำได้อย่างถาวร


กระแสดังกล่าวได้ขยายขอบเขตสู่ระดับโลก จนเกิดนโยบายควบคุมอุปกรณ์สื่อสารและการส่งคืนเครื่องมือกระดาษเข้าสู่ห้องเรียน

รายงานโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( ยูเนสโก ) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมี.ค. ปีนี้ ระบุว่า สัดส่วนของประเทศที่บังคับใช้นโยบายห้ามโทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 58% หรือ 114 ระบบการศึกษา เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเพียง 24% เมื่อช่วงปลายปี 2566 ซึ่งมาตรการนี้จัดทำขึ้นเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาการขาดสมาธิ ปัญหาสุขภาพจิต และการกลั่นแกล้งกันทางออนไลน์


อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในระดับโลกเพื่อคืนวิถีดั้งเดิมให้แก่เยาวชนนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการปฏิเสธความก้าวหน้าทางนวัตกรรมโดยสิ้นเชิง แต่มุ่งสู่การสร้าง “สมดุลเชิงพัฒนาการ” ให้สอดคล้องกับศักยภาพตามธรรมชาติของสมอง รัฐบาลสวีเดนระบุว่า ดิจิทัลยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการศึกษา แต่ต้องนำมาใช้อย่างรอบคอบและเลือกใช้อย่างเป็นลำดับตามอายุของเด็ก


สรุปได้ว่า อุปกรณ์เทคโนโลยีคือเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ แต่ไม่ใช่ผู้แทนผู้สอนอย่างเด็ดขาด การสร้างความเข้มแข็งให้แก่นักเรียนผ่านการหยิบดินสอ คัดลายมือ และสัมผัสหนังสือกระดาษ จึงจะเป็นเกราะป้องกันสมาธิสั้น และสร้างระบบความคิดที่มีคุณภาพสูงอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES