แม้เมาขับจะเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล  แต่เหตุการณ์เมาขับชนคนตายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีบางมิติมีส่วนทำให้พฤติกรรมเหล่านี้ไม่หายไปจากท้องถนน

พาดหัวข่าวตั้ง“ข้อหาหนัก”  แต่ความเป็นจริง ไม่มีการติดคุก ?  เป็นหนึ่งคำถามตัวโตที่ นพ.ธนะพงศ์  จินวงษ์  ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.)  ชวนฉุกคิดเมื่อข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 ของประมวลกฎหมายอาญา  ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท  ยังเป็นข้อหาที่มักแจ้งเอาผิดในกรณีเมาขับ  ซึ่งโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี กลายเป็นตัวล็อกสำคัญในเรื่องนี้  เมื่อฝั่งที่ต่อสู้มักมี“สูตรสำเร็จ”ที่ทำให้ปลายทางกลายเป็นเพียงโทษที่“รอลงอาญา”

เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าคดีเมาขับ  พนักงานสอบสวนจะตั้งข้อหาขับประมาทฯเป็นหลัก   วิธีสู้คือ รับสารภาพ ไปงานศพ  บวชให้   ไปให้การเยียวยา  ตรงนี้แม้เป็นเจตนาดี แต่อีกมุมก็เป็นการสู้คดี  เพราะสูตรสำเร็จการสู้คดีเมาขับ เมื่อใดก็ตามที่ตั้งข้อหาดังกล่าวแล้วมีการเข้าไปช่วยเหลือ  ให้การรับสารภาพ แสดงความสำนึก จะลดโทษลงได้“กึ่งหนึ่ง”  ส่งผลให้โทษที่เหลือ  อยู่ในดุลพินิจที่ศาลให้รอลงอาญาได้   

คำว่าโทษหนักต้องไม่ใช่แค่ข้อหาตบตาสังคม

ผู้จัดการ ศวปถ. สะท้อนอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักโทษคือ กระบวนการลงลึกถึงพฤติการณ์  ในชั้นพนักงานสอบสวนสำนวนคดีควรต้องประมวลหลักฐานและพฤติการณ์ขับขี่อย่างละเอียด  ตั้งแต่ความเร็ว  ระยะทางการลากจากจุดชน เพื่อพิจารณาว่าตายทันที หรือเพราะถูกลาก  การพยายามหลบหนี หรือความพยายามสับเปลี่ยนตัวคนขับ  พฤติการณ์เหล่านี้หากไม่ปรากฎในสำนวน ก็จะไปไม่ถึงชั้นพิจารณาของศาล 

“พฤติการณ์เหล่านี้คือความรุนแรงที่จะทำให้ศาลเห็น  เพราะแม้จะฟ้องแค่ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ก็ไม่มีเหตุให้ต้องรอลงอาญา

พร้อมตั้งคำถามถึงเวลาต้องชวนสังคม  หันกลับมา Voice (ส่งเสียง) กับการพาดหัวข้อหาหนักกับฝั่งจำเลย  ตำรวจต้องมีรายละเอียดของพฤติการณ์แนบมาด้วย

นอกจากนี้ เผยว่า การเน้นถึงพฤติการณ์ไม่ใช่เพื่อเชื่อมโยงแค่บทลงโทษ  แต่“พฤติการณ์”จะนำไปสู่อีกข้อหาหนึ่งคือ  การขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย  ซึ่งข้อหาดังกล่าวจะเป็นตัวล็อกไปที่อัยการที่ต้องนำเสนอให้ศาลสั่ง“ริบรถ”ตามแนวทางที่เคยมีหนังสือเวียนถึงอัยการทั่วประเทศว่า  เมาขับชนคนตายต้องมีรายละเอียดของพฤติการณ์ และเมื่อใดที่พฤติการณ์กระทำความผิดเข้าได้กับการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ต้องให้ศาลริบรถด้วยเสมอ

โมเดลญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนเมาขับ

แนวทางที่ญี่ปุ่นน่าจะเหมาะกับการปรับใช้ในไทย  คือการแก้ไขกฎหมายที่ไม่ได้แก้ไปถึงขั้นโทษเจตนาฆ่า  แต่ขยับโทษเมาขับมาเป็น“ขับอันตราย” 

เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายเมาขับในญี่ปุ่น  เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุเมาขับชนตายยกครอบครัว เมื่อปี ค.ศ.1999 ขณะนั้นกระแสสังคมมองเป็นเรื่องรุนแรง  จึงนำไปสู่การปรับแก้กฎหมายและบังคับใช้ในปี ค.ศ.2001 ควบคู่กับการมีมาตรการที่เรียกว่า “เก็มบัทสึ-ขะ” ที่แปลว่า โทษหนักบังคับเข้ม ส่งผลให้สถิติการตายจากเมาขับของญี่ปุ่นลดลงทุกปีชัดเจน

ญี่ปุ่นยังมีอีกจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในปี ค.ศ.2006 หลังเหตุข้าราชการเมืองฟุกุโอกะ เมาขับเป็นเหตุให้มีเด็กตาย 3 ราย  และยังพยายามเปลี่ยนตัวให้คนที่นั่งมาด้วยเป็นคนขับ  ทำให้มีการแก้ไขกฎหมายเอาผิดคนที่นั่งมาด้วย  

ความรับผิดชอบเอกชนไปไกลกว่ารัฐ

ในไทยทำไมตำแหน่ง หน้าที่มักถูกยกขึ้นมา “ลด”ความรับผิดชอบทั้งที่ควรมีมากกว่าคนทั่วไป  ผู้จัดการ ศวปถ. เชื่อเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สังคมพยายามเรียกร้องความรับผิดชอบกันอยู่  แต่อีกด้านที่จะทำให้ภาครัฐตระหนักคือ ทำให้เห็นว่าเพราะการที่รัฐปล่อยปละละเลย เช่น  ไม่ติดคุก ไม่โดนริบรถ หรือไม่มีบทลงโทษทางวินัยใด ๆ จึงทำให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นมาซ้ำ ๆ

พร้อมยกตัวอย่างเทียบเคียงกรณีนักกีฬาสโมสรดังของจ.ชลบุรี รายหนึ่งเคยเมาขับชนคนตาย  สุดท้ายด้วยแรงกดดันของแฟนสโมสรที่ไม่ยอมปล่อยผ่าน  อ้างถึงมาตรฐานสากลที่ความผิดเมาขับเป็นเรื่องใหญ่  จนส่งผลให้ต้นสังกัดต้องมีบทลงโทษให้ออก  ซึ่งตนมองว่าขณะนี้ภาคเอกชน และฝั่งธุรกิจมีมาตรฐานในส่วนนี้สูงกว่าภาครัฐ

“กรณีของป.ป.ช.ซีเรียส  คือชนคนตาย  รอบนี้ป.ป.ช.น่าจะทำเป็นองค์กรตัวอย่าง ว่ามีการพิจารณาดำเนินการให้ออก เพราะถือว่าผิดวินัยร้ายแรง”

ปลดล็อกเวลาขาย ขยายความปลอดภัยด้วยหรือยัง ?

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการ ศวปถ. ยังแสดงความกังวลถึงมาตรการปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่ายที่นำร่องมาแล้ว 180 วันก่อนประมวลผล  แม้ยอมรับว่าการบังคับใช้ไปแล้วไม่อาจถอยกลับ  แต่สิ่งที่ทำได้คือการต้องตั้งคำถามถึงมาตรการเพิ่มความปลอดภัยภาครัฐว่ามีความเข้มงวดขึ้นด้วยหรือไม่

“รัฐปลดล็อกแล้ว รัฐมีตัวเลข มาตรการเข้มงวดช่วงบ่าย  ช่วงค่ำ ช่วงดึก ด่านตรวจเมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย เช่น ตัวเลขการตั้งด่าน การจับกุมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่  แต่เราไม่มีตัวเลขที่แสดงให้เห็นว่ารัฐใส่ใจจะป้องปราม”  ผู้จัดการ ศวปถ. ตั้งคำถามทิ้งท้าย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน