แม้ประชาชนคนไทยทั่วประเทศ ต่างต้องการใช้ไฟฟ้าในราคาถูก และเป็นธรรม แต่คำถามสำคัญคือ “ค่าไฟที่ถูก” นั้นเกิดจากการปรับโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพจริง หรือ? เป็นเพียงการเลื่อนภาระต้นทุนไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบแทน หรือ? เป็นเพียงการเลื่อนค่าใช้จ่ายเป็นภาระในอนาคตแทน
เผยสูตรใหม่ใช้ 4 ปี
ล่าสุดรัฐบาลได้ปรับสูตรค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งสูตรค่าไฟใหม่นี้ จะเป็นค่าไฟฐานที่ใช้ไปอีกอย่างต่ำ 4 ปี โดยค่าไฟฐานใหม่นี้ ยังไม่รวมค่าไฟฟ้าผันแปร หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเอฟที” ที่มีการคำนวณปรับทุก ๆ 4 เดือน และยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% โดยเป้าหมายครั้งนี้ของรัฐบาล เพื่อช่วยบรรเทาลดรายจ่ายให้กับกลุ่มผู้ใช้รายย่อย และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยโครงสร้างการคำนวณค่าไฟใหม่ ยังเป็นแบบขั้นบันไดเช่นเดิม แต่จะมีการปรับตัวเลขในแต่ละช่วงให้แตกต่างจากเดิม
จูงใจใช้ไฟประหยัด
ยกตัวอย่าง กลุ่มที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย จะได้รับอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟในปริมาณสูง เช่น ใช้เกิน 400 หน่วยขึ้นไปมาก ๆ จะถูกคิดในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ไฟปรับพฤติกรรม หันมาใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดมากขึ้น โดยนโยบายนี้ไม่ได้อ้างอิงจากรายได้ของประชาชนโดยตรง แต่พิจารณาจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งผู้ที่ใช้ไฟน้อยจะได้รับประโยชน์ ขณะที่ผู้ใช้ไฟมาก ควรปรับตัวลดการใช้ลง โดยการปรับครั้งนี้ เป็นไปตามรอบการทบทวนโครงสร้างค่าไฟที่โดยปกติจะเกิดขึ้นประมาณทุก 4 ปี ปีนี้เป็นปีที่ 4 พอดีที่ต้องปรับรอบ
แต่การปรับครั้งนี้จะเข้มข้น และละเอียดมากขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากรัฐบาลพิจารณาถึงสถานการณ์โลก เช่น ภาวะสงครามและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และต้องการให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
เป็นธรรม-โปร่งใสแค่ไหน?
ขณะเดียวกันประเด็นร้อน ที่ต้องยอมรับว่าไม่ได้ถูกตั้งคำถาม เพียงแค่เรื่องของค่าไฟ…แพงหรือถูก ถูกหรือแพง เท่านั้น แต่มองไปถึง “ความเป็นธรรม” และ “ความโปร่งใส” ในการรื้อสูตรคำนวณค่าไฟฟ้านี้ เบื้องต้น 2 การไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. กำหนด 4 กรณีศึกษา หรือ 4 แนวทางของอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว เมื่อวันที่ 22 พ.ค.–5 มิ.ย. ที่ผ่านมา
เรียกได้ว่างานนี้…กกพ.ต้องเข้ามารับโจทย์ใหญ่นโยบายการเมืองที่ต้องการคุมค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต้องไม่เกินหน่วยละ 3 บาท ที่เหลือไปเฉลี่ยการคำนวณให้เหมาะสม เบื้องต้นพบว่า รายได้ของการไฟฟ้าลดลงประมาณเดือนละ 1,296 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15,555 ล้านบาทต่อปี จึงนํามูลค่ารายได้ที่ลดลงดังกล่าวไปจัดทํากรณีศึกษาเพื่อปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าสําหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 200 หน่วยขึ้นไป
แนวคิดค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าใหม่ที่ถูกออกแบบมา เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ไฟรายย่อยให้จ่ายในอัตราต่ำ และผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติกลับเริ่มเห็นสัญญาณว่า “กลุ่มคนรายได้ปานกลาง” อาจกลายเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด

ชั้นกลางแบกรับหนักสุด
ครัวเรือนระดับกลาง ซึ่งใช้ไฟฟ้าประมาณเดือนละ 200–500 หน่วย กำลังอยู่ใน “รอยต่อ” ของโครงสร้างราคาใหม่ แม้ว่าจะได้รับอานิสงส์จากการใช้ไฟ 200 หน่วยแรก คิดอัตราหน่วยละ 3 บาท เนื่องจากไม่ใช่กลุ่มใช้ไฟน้อยที่จะได้อัตราถูกที่สุด และก็ไม่ใช่กลุ่มรายได้สูงที่มีศักยภาพรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย หรือติดตั้งโซลาร์บนหลังคา เพื่อประหยัดค่าไฟได้ง่าย กลุ่มนี้ผลลัพธ์ที่ออกมา “ภาระค่าไฟที่มีแนวโน้มจ่ายแพงขึ้น”
เมื่อพิจารณาถึงแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบใหม่ ที่ยังคงมีลักษณะแบบขั้นบันไดเช่นเดิม แต่แนวคิดแนวทางคำนวณอาจเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะตาม “แนวทางที่ 4” ที่การไฟฟ้า ต่างส่งสัญญาณว่าน่าจะเป็นอัตราที่เหมาะสมที่สุด พบว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน มีประมาณ 15.59 ล้านราย ข้อมูลปี 68 หรือคิดเป็นสัดส่วน 67% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด ไม่รวมบ้านอยู่อาศัยใช้มิเตอร์ประเภททีโอยู จะได้รับค่าพลังงานไฟฟ้า ไม่รวมค่าไฟฟ้าผันแปร ค่าบริการรายเดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เกินหน่วยละ 3 บาท
ใช้น้อยได้อานิสงส์สูตรใหม่
ขณะที่ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400 หน่วยต่อเดือน 20.09 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 86% จะได้รับประโยชน์จากการปรับลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และการปรับอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าหน่วยที่ 201-400 เพิ่มขึ้น 0.4917 บาทต่อหน่วย มาอยู่ที่ 4.7135 บาทต่อหน่วย ซึ่งยังคงทําให้ค่าไฟฟ้า โดยรวมของผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้ไม่สูงกว่าอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน
แต่ถ้าครัวเรือนไหนใช้ไฟแตะระดับ 400 หน่วยขึ้นไปหรือขยับเป็น 401 หน่วย ค่าไฟจะก้าวกระโดดทันที ซึ่งคนชั้นกลางที่มีเครื่องปรับอากาศ 1-2 ตัว ต้องแบกรับภาระหนักสุด กลุ่มนี้มีประมาณ 3.15 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 14% จะมีอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าก้าวกระโดดสูงขึ้นทันที สูงขึ้นกว่าปัจจุบันหน่วยละ 0.5881 บาท มาอยู่ที่หน่วยละ 5.0098 บาท ทําให้ประมาณการรายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) ในภาพรวมของปี 69-71 อยู่ในระดับเดียวกับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นการตอบโจทย์การเมือง ที่ต้องการให้ค่าไฟใหม่ เป็นการเฉลี่ยภาระค่าไฟฟ้าไปยังกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ามาก กลุ่มผู้ใช้รายย่อยจ่ายค่าไฟถูกลง ขณะที่รายได้ของการไฟฟ้าไม่ได้ลดลงไป
ไทยเมืองร้อนใช้ไฟเต็มที่
แต่ต้องอย่าลืมว่า ประเทศไทย เป็นประเทศเมืองร้อน แล้วยิ่งตอนนี้ร้อนขึ้นแบบเห็นได้ชัด การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จึงปรับขึ้นตาม ซึ่งการใช้ไฟฟ้าเดือนละไม่ถึง 200 หน่วย จะเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างจำกัด รวมถึงแอร์ เปิดได้แค่ตัวเดียว และจำกัดชั่วโมงด้วยซ้ำ
ขณะที่การแนะนำให้ไปติดโซลาร์บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟ ก็ต้องบอกว่า ราคาติดตั้งที่ได้คุณภาพ ขั้นต่ำก็หลักแสนแล้ว ไม่ใช่ 60,000 บาทแบบที่บางคนเข้าใจ เช่น บ้านขนาดเล็ก ที่ช่วงกลางวันใช้แอร์ 1-2 เครื่อง โดยขนาดของแอร์จะอยู่ที่ 15,000 บีทียู รวมทั้งมีตู้เย็น 1 เครื่อง ขณะที่มีทีวี 1 เครื่อง ใช้หลอดไฟประมาณ 15 ดวงซึ่งขนาดของบ้านขนาดเล็กที่ว่านี้ จะเหมาะกับขนาดโซลาร์เซลล์ 3 กิโลวัตต์ โดยมีค่าบริการติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่ที่ประมาณหลังคาละ 120,000-200,000 บาท
แต่ถ้าหากเป็นบ้านที่มีขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน โดยใช้แอร์ 3 เครื่อง ที่มีขนาด 25,000- 30,000 บีทียู รวมไปถึงการใช้ตู้เย็น ประมาณ 2-3 เครื่อง มีการเปิดทีวี 2-3 เครื่อง หรือมีการใช้หลอดไฟประมาณ 25 ดวง บ้านไซซ์นี้ จะเหมาะกับขนาดโซลาร์เซลล์ที่มีกำลัง 5 กิโลวัตต์ บ้านขนาดนี้จะมีค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่ที่ประมาณหลังคาเรือนละ 180,000-255,000 บาท
หันมาดูที่บ้านที่มีขนาดใหญ่ ที่มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน โดยมีการใช้แอร์ 3-5 เครื่อง ที่มีขนาดกำลังวัตต์ที่ประมาณ 25,000-30,000 บีทียู ขณะเดียวกันยังมีตู้เย็น 3-4 เครื่อง มีการใช้งานทีวีประมาณ 3-4 เครื่อง เช่นเดียวกับการใช้หลอดไฟประมาณ 50 ดวง บ้านไซซ์นี้ถือว่าจะเหมาะกับขนาดของโซลาร์เซลล์ ที่มีกำลังตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ โดยจะมีค่าติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 290,000-400,000 บาท
เคาะสูตรใหม่ 10 มิ.ย.นี้
แม้ว่า ณ เวลานี้ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจาก กกพ. ว่าผลสำรวจความเห็นอย่างเป็นทางการนั้นออกมาเป็นเช่นใด ไม่ว่าจะเป็นกรณีศึกษาในรูปแบบที่ 4 หรือเป็นแบบใดก็ตาม ก็เชื่อได้ว่าภายในเร็ว ๆ นี้ จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนแน่นอน แล้ว! หลังจากนั้น ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กกพ.ในวันพุธที่ 10 มิ.ย.นี้ เพื่อประกาศโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าใหม่อย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนต่อไป
แต่ประเด็นที่ในเวลานี้ ถูกจับตามองมากกว่าตัวเลขค่าไฟ คือ “กระบวนการกำหนดราคา” ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ เป็นไปตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน ได้วางหลักไว้อย่างชัดเจน ในมาตรา 65 ที่กำหนดให้ค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้ไฟ และต้องไม่เปิดช่องให้ผู้ประกอบการมีกำไรเกินควร

เอ๊ะ! การกำหนดราคา
ทั้งนี้มาตรา 66 ย้ำถึงหัวใจสำคัญของระบบ นั่นคือ “ความโปร่งใส” โดยระบุว่าอัตราค่าบริการจะต้องเปิดเผยสูตร วิธีคำนวณ และค่าตัวแปรอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ แต่เมื่อสอบทานข้อมูลการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ไม่มีสูตรที่ชัดเจนรองรับ ตัวเลขบางตัว กลับถูกมองว่าเป็นการกำหนดขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปที่ตรวจสอบได้ และขณะเดียวกันกระบวนการกำหนดราคาค่าไฟฟ้าที่ว่านี้…อาจไม่สอดคล้องกับขั้นตอนตามกฎหมาย มาตรา 67 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต ต้องเป็นผู้เสนออัตราค่าบริการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณา
คำถาม? จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า… ค่าไฟเหมาะสมหรือไม่ แต่คือ “วิธีคิดค่าไฟ” นั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า!! เป็นประเด็นที่ กกพ. ต้องไปเค้นมาจาก 2 การไฟฟ้าว่ามีสูตรในการคิดคำนวณอย่างไร!! ใช้หลัก 200 หน่วยแรก คิดไม่เกินหน่วยละ 3 บาท ตามโจทย์การเมืองเลยหรือไม่? หรือคำนวณจากหลักการที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ใช้โจทย์จากการเมือง ต้องรอคำตอบในวันที่ชี้แจงค่าไฟฐานใหม่กันอีกครั้ง ว่าจะมีคำตอบที่ออกมาอย่างไร
จี้เปิดวิธีคำนวณหวั่นไม่ถูกต้อง
ตามหลักการ โครงสร้างค่าไฟฟ้าควรสะท้อนลำดับต้นทุนพลังงาน เริ่มจากเชื้อเพลิงราคาถูกก่อน แล้วจึงไล่ไปสู่แหล่งพลังงานที่มีต้นทุนสูงขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน แต่หากการจัดสรรต้นทุนไม่โปร่งใส หรือไม่เป็นไปตามหลักดังกล่าว ก็อาจทำให้ผู้ใช้ไฟบางกลุ่มต้องแบกรับภาระที่สูงเกินความเป็นจริง
สิ่งที่น่ากังวลที่สำคัญอย่างยิ่งในเวลานี้ คือ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” หากการกำหนดค่าไฟไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 65 และ 66 หรือไม่มีการเปิดเผยสูตรคำนวณอย่างครบถ้วน ก็อาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องและความรับผิดทางกฎหมายของผู้มีอำนาจในอนาคต
ถูกต้องไม่ใช่แค่ถูกใจ
ยกตัวอย่าง กรณีที่กำหนดหากเป็นตัวเลขแบบกลม ๆ ที่หน่วยละ 3 บาท หรือการบวกเพิ่ม 0.4917 บาท และ 0.5881 บาท ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นตัวเลขที่มาจากไหน เป็นการตั้งขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ทางการเมือง เพื่อให้รายได้รวมของการไฟฟ้าเท่าเดิมหรือไม่!! มากกว่าจะเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากต้นทุนการผลิตจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
เพราะฉะนั้นค่าไฟฐานใหม่ ไม่ใช่แค่ตอบโจทย์ทางการเมืองเท่านั้น สิ่งที่ควรจะเป็นต้องตอบโจทย์ หลักการที่ถูกต้อง คิดครบทุกมิติ ไม่ใช่แค่ “ถูกใจ” ใครบางกลุ่ม บางคน แต่บิดเบี้ยวส่งผลกระทบในระยะยาว ตอนที่ใครบางกลุ่ม บางคนไม่ได้มีอำนาจแล้ว ส่งต่อ “มรดก” ที่บิดเบี้ยวไว้เป็นภาระ…
ทีมเศรษฐกิจ



