สำหรับชุดข้อมูลนี้ เป็นการวิเคราะห์จากทาง ศูนย์วิจัยและข้อมูล ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนภาพรวมเกี่ยวกับ “เทรนด์ธุรกิจท่องเที่ยวปี 2569” ไว้ โดยในบทวิเคราะห์นี้ระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปสู่ยุค The New Thailand ที่มีหมุดหมายสำคัญคือการมุ่งเน้นการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวเชิงคุณค่ามากกว่าเน้นปริมาณ เพื่อก้าวสู่การเป็น “High Value Tourism” โดยบทวิเคราะห์ดังกล่าวได้ทำการสรุป “10 เทรนด์ใหม่การท่องเที่ยว ปี 2569” เอาไว้ ดังนี้

1.Coolcation Travel ซึ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะเลือกจุดหมายปลายทางที่เป็นป่าไม้ ภูเขา และธรรมชาติบริสุทธิ์เพื่อรับอากาศที่สดชื่นแทนการไปเที่ยวชายหาดแบบเดิม

2.Slow Travel การท่องเที่ยวแบบไม่รีบเร่ง โดยนักท่องเที่ยวจะเลือกใช้เวลาพำนักอยู่ในสถานที่แต่ละแห่งยาวนานยิ่งขึ้น เพื่อซึมซับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง แทนการตระเวนเที่ยวหลายเมืองภายในระยะเวลาสั้น ๆ

3.Solo Travel การท่องเที่ยวคนเดียว ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มองหาอิสรภาพในการตัดสินใจควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ

4.Off-Season Travel การท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาลปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและการแออัดของผู้คน

5.Foodie Travel การเดินทางที่มีเป้าหมายหลักเพื่อลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น ที่ถือเป็นโอกาสอันดีของธุรกิจร้านอาหารและชุมชนในการนำเสนอเมนูเด็ดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

6.Hyper-Personalised Travel เป็นการออกแบบและจัดโปรแกรมทริปเดินทางเฉพาะบุคคล โดยนำระบบปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลจากเครือข่ายสังคมออนไลน์เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของนักท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ

7.AI Fellow Travel ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะเพื่อนร่วมเดินทางเสมือนจริง คอยทำหน้าที่ช่วยวางแผน จองตั๋ว อัปเดตข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์

8.Holistic Travel การท่องเที่ยวที่เน้นเติมพลังให้ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหรือเวลเนสรูปแบบทั่วไป 9.Value Driven Travel เป็นพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่แสวงหาประสบการณ์จากวิถีวัฒนธรรมชุมชน และเข้าร่วมกิจกรรมที่ร้างคุณค่าภายในจิตใจให้ตนเอง

10.Low-Carbon Luxury Travel การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับการรักษ์โลกอย่างลงตัว

นอกจากนั้น ในบทวิเคราะห์นี้ยังเสนอแนะแนวทางการปรับตัวเพื่อขับเคลื่อนไปสู่ High Value & Sustainable Tourism เอาไว้ด้วย โดยสำหรับตัวอย่างแรกคือ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ที่มีการให้คำแนะนำว่า สิ่งที่ควรปรับตัวคือ ารเปลี่ยนผ่านจากการนวดผ่อนคลายทั่วไป ก้าวสู่ Therapeutic Wellness โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการด้านนี้ควรทำคือ สร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเชิงสุขภาพเพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้ายุคใหม่ เช่น แอปพลิเคชันจองตัวนักนวดบำบัดมืออาชีพ โปรแกรมดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล หรือจัดทำแพ็กเกจในลักษณะองค์รวมที่ครบวงจร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจ ขณะที่อีกหนึ่งกรณีศึกษาคือ กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งแนวทางการปรับตัวที่สำคัญคือควรหันมาออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวที่เน้นให้ผู้ซื้อได้ลงมือทำและเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยนำ Storytelling มาใช้ถ่ายทอดเรื่องราวเพื่อสร้างความทรงจำและความประทับใจแบบมีส่วนร่วมให้แก่ผู้มาเยือน และนี่เป็นยุทธวิธีที่เอสเอ็มอีสายธุรกิจท่องเที่ยวสามารถใช้เป็นข้อมูล และนำไปพิจารณาปรับใช้ได้.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]