ท่ามกลางความไม่แน่นอน! ว่า.. สุดท้ายแล้ว “สหรัฐ”กับ “อิหร่าน” จะยอมตกลงเซ็นสัญญาสงบศึก กันเมื่อใด? แล้วหันมาทำให้โลกใบนี้เดินหน้าต่อไปอย่างปกติ
ประชาชนคนไทย ก็ต้องก้มหน้าทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ แม้ว่ารัฐบาลจะงัดสารพัดมาตรการออกมาประคับประคองและลดภาระให้เผชิญความยากลำบากน้อยที่สุดก็ตาม
แต่ในความเป็นจริงก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่า ณ เวลานี้ ความยากลำบากที่เกิดขึ้นยังไม่เห็นหนทางที่ชัดเจนว่า จะลดน้อยถอยลง เบาลง ได้เวลาไหนกันแน่
เพราะพายุแต่ละลูกที่โถมกระหน่ำเข้าสู่ประเทศไทย ในเวลานี้ ต่างมีความเร็ว ความแรง ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของการ “ขาดดุลแฝด”
ทุกวันนี้! รัฐบาลต่างเดินหน้าชี้แจงว่า ภาวะที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะถ้าลงไปดูในไส้ในของตัวเลขแล้วมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว
แล้ว?… ขาดดุลแฝด คืออะไร หากแปลงเป็นภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ…การที่ประเทศเผชิญกับการ ขาดดุลการคลัง และ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไปพร้อม ๆ กัน
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็ลองนึกถึงครอบครัวหนึ่งที่พ่อบ้าน หรือรัฐบาล หาเงินได้ไม่พอใช้ ต้องกู้หนี้ยืมสินมาจุนเจือบ้านตลอดเวลา
ขณะเดียวกันสมาชิกในบ้าน หรือประชาชนคนไทยทุกคน ก็ยังมีการจับจ่ายใช้สอยกันแบบสนุกมือ ซื้อสินค้าจากต่างประเทศเกินตัว จนเงินไหลออกนอกบ้านมากกว่าเงินไหลเข้าบ้าน
เมื่อถังเงินในบ้านร่อยหรอและหนี้สินรอบตัวพุ่งสูง บ้านหลังนี้ก็พร้อมจะล้มละลายได้ทุกเมื่อ นั่นคือ…ภาพจำลองของประเทศไทยในเวลานี้
จากข้อมูลของแบงก์ชาติ ระบุว่า ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดล่าสุด ติดลบสูงถึง 7,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทุบสถิติเดิมเมื่อ 13 ปี ที่ผ่านมา ที่เคยติดลบ 4,100 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย.56 ถือเป็นการขาดดุลมากที่สุดในประวัติศาสตร์โดยดุลการค้าในเดือนเดียวกันขาดดุลสูงถึง 10,021 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 7 เดือนของปีงบประมาณ 69 (ต.ค. 68 – เม.ย.69) รัฐบาลขาดดุลการคลังไปแล้วทั้งสิ้น 1,046,653 ล้านบาท
ที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารประเทศด้วยงบขาดดุลมานานหลายสิบปี รายได้ที่เก็บได้น้อยกว่ารายจ่ายที่มีอยู่มากเพราะภาคธุรกิจซบเซา จากปัญหาสารพัดที่เกิดขึ้นแบบไม่มีเว้นวาง โดยเฉพาะปัจจัยลบที่มาจากต่างประเทศ
แต่ขณะเดียวกันรายจ่ายในประเทศ ท่พุ่งกระฉูดราวกับท่อน้ำซึม ทั้งจากงบประมาณรายจ่ายประจำที่เทไปกับระบบราชการที่เทอะทะ งบสวัสดิการสังคมของสังคมผู้สูงอายุ
ที่ร้ายที่สุดคือ “งบประชานิยม” ประเภทแจกเงินหว่านพืชหวังผลทางการเมือง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้สร้างผลิตภาพระยะยาวให้กับประเทศ แต่เป็นเพียงการกู้เงินมาแจกเพื่อตอบสนองภาพลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น
เมื่อเงินรายได้ไม่พอ รัฐบาลก็ต้องออก “ตั๋วเงินคลัง” และ “พันธบัตร” เพื่อกู้เงินมาโปะรูรั่ว จนเพดานหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เส้นตายเข้าไปทุกที
ขณะที่ในอดีตประเทศไทยเคยภาคภูมิใจกับการเป็นครัวโลกและศูนย์กลางการผลิตที่โกยเงินตราต่างประเทศเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ
แต่ในปัจจุบัน โครงสร้างการส่งออกของไทยกำลังล้าสมัย สินค้าไฮเทค อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือยานยนต์ที่เคยเป็นพระเอก กลับถูกดิสรัปต์และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย
ส่วนประเทศไทย…ต้องนำเข้าพลังงานราคาแพง สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจากจีนที่ทะลักเข้ามาดัมพ์ตลาด ผลลัพธ์ คือ ดุลการค้าที่เคยบวกกลับกลายเป็นลบ
เมื่อภาคการท่องเที่ยวที่เป็นความหวังเดียวไม่สามารถแบกรับภาระทั้งหมดได้ ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงดิ่งลงเหว เมื่อมาเผชิญเข้ากับดุลการคลังที่ขาดดุลต่อเนื่อง ก็หนีไท่พ้นที่คนไทยทั้งประเทศต้องรับกรรมแบบหนีไม่พ้น
ทั้งการเผชิญกับ … ภาวะดอกบี้ยขาขึ้นซ้ำซ้อน เพราะในเมื่อรับบาลต้องออกพันธบัตรมาแข่งกับเอกชน ก็บีบให้ดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ผลกระทบจะตกใส่หัวชนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำทันที ดอกเบี้ยบ้าน ดอกเบี้ยรถ และดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะขยับราคาขึ้น
ระลอกต่อมาคือ “ค่าเงินบาทอ่อนค่าและเงินเฟ้อนำเข้า” จากเงินไหลออกเพราะขาดความเชื่อมั่น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สินค้านำเข้าทุกอย่างแพงขึ้น เมื่อต้นทุนแพง ไทยก็ต้องตกอยู่ในภาวะแพงทั้งแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่น่ากลัวที่สุดคือ “อัมพาตทางการคลัง” รัฐบาลจะหมดหน้าตักและไร้กระสุนในการเยียวยาประชาชน !
แม้ฟากฝั่งรัฐบาลพยายามชี้แจงให้เห็นถึงที่ไปที่มาและทิศทางในอนาคต แต่อย่าลืมว่า… เวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่กระเป๋าเงินของคนทั้งประเทศเท่านั้นที่อ่อนแอ แต่!! ภาวะจิตใจของคนทั้งประเทศก็อ่อนแอ
ดังนั้น… ณ เวลานี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่รัฐบาลต้องแสดงฝีมือการบริหารไม่ใช่เพียงแค่บริหารประเทศ แต่ต้องบริหารจิตใจ ให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ความเชื่อมั่น ความหวังของคนไทยทั้งประเทศจะกลับมาอีกครั้ง!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



