ภาพปฏิบัติการจับกุมเหมืองขุดเหรียญบิตคอยน์เถื่อน ที่เห็นถี่ระยะหลังนอกเหนือนโยบายปราบปราม ในอีกมุมยังสะท้อนการปรับตัว เปลี่ยนแปลง และยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สร้าง“เม็ดเงิน”

“ทีมข่าวอาชญากรรม” อัปเดตสัญญาณการปรับตัวที่ต้องจับตา  พร้อมมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว“มหาศาล” กับร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  สะท้อนเฉพาะสถิติคดีพิเศษของดีเอสไอ ตั้งแต่ปี 2566 – 2569 มีทั้งสิ้น 5 คดี ประกอบด้วย

คดีพิเศษที่ 10/2566 ตรวจค้นอาคารพาณิชย์  41 จุด พื้นที่จ.นนทบุรี ยึดเครื่องขุดประมาณ 3,500 เครื่อง มีกลุ่มผู้กระทำผิด  5 ราย เป็นคนไทย 4 ราย และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) 1 ราย

คดีพิเศษที่ 127/2567 ตรวจค้นบ้านพักและอาคารพาณิชย์  15 จุด ในจ.กาญจนบุรี ยึดเครื่องขุดได้ 300 เครื่อง มีกลุ่มผู้กระทำผิดเป็นคนไทย  3 ราย

คดีพิเศษที่ 21/2568  ตรวจค้นค้นโกดัง 3 แห่ง ในจ.สมุทรสาคร และโกดัง 1 แห่งใน จ.อุทัยธานี ยึดเครื่องขุด 2,500 เครื่อง ผู้กระทำผิด 15 ราย เป็นคนจีน 5 ราย เมียนมาร์ 6 ราย และคนไทย 4 ราย

คดีพิเศษที่ 135/2568 ตรวจค้นบ้านพัก  25 จุด ในจ.ปทุมธานี ยึดเครื่องขุดได้ 600 เครื่อง มีผู้กระทำผิด 11 ราย เป็นคนไทย  8 ราย และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) 3 ราย

คดีพิเศษที่ 6/2569 ตรวจค้นโรงงาน 3 แห่ง ในจ.สมุทรสาคร ยึดเครื่องขุด 3,542 เครื่อง มีกลุ่มผู้กระทำผิด 9 ราย เป็นคนไทย  4 ราย คนจีน 1 ราย และเจ้าหน้าที่  กฟภ. 4 ราย

2 ปี หายวับ 3,000 ล้าน!!!

ทั้งนี้ หากพิจารณาเพียงแค่จุดเดียวก็สร้างความเสียหายหลัก 200 ล้านบาท จากการใช้เครื่องขุด  947 เครื่อง ปริมาณโหลด 3 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 20 เดือน หรือบางจุดใช้เครื่องขุด  1,075 เครื่อง ปริมาณโหลด 3 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 34 เดือน เสียหายกว่า 400 ล้านบาท

หรือบางจุดพบเครื่องขุด 933 เครื่อง ปริมาณโหลด 2.5 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 34 เดือน เสียหายรวม 346 ล้านบาท  บางจุดพบเครื่องขุด 687 เครื่อง ปริมาณโหลด 1.5 เมกะวัตต์ ระยะเวลา 5 เดือน ความเสียหายไปแล้ว 31 ล้านบาท

เรียกได้ว่าภาพรวมความเสียหายของการละเมิดลักใช้ไฟขุดบิตคอยน์แค่เพียง 2 ปี (ปี 2568-2969) ก็พุ่งทะยานไปถึง 3,000 ล้านบาท”

ไม่แค่ปรับพิกัด แต่พฤติการณ์ก็เปลี่ยน                

นอกเหนือความเสียหายด้านเศรษฐกิจ การลักใช้กระแสไฟฟ้ายังสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และอาจก่อให้เกิดอัคคีภัยกระทบประชาชนในพื้นที่ พร้อมชี้“ความเปลี่ยนแปลง”ของขบวนการนี้

เริ่มจาก“สถานที่”สำหรับวางเครื่องขุดและลอบใช้ไฟ  นับแต่ปี 2566 จากที่ใช้ “บ้านพัก”และ“อาคารพาณิชย์”วางระบบ เมื่อความต้องการขุดและลูกค้ามากขึ้น   จึงต้องอำพรางสายตาเจ้าหน้าที่และชุมชน เพราะเรื่องการระบายความร้อนจากการใช้ไฟเพิ่ม หรือเสียงเครื่องปั่นไฟที่ดัง และทำให้เกิดไฟดับ  

ด้วยการขยับจากบ้านพัก อาคารพาณิชย์ไปเป็น “โรงงาน”และ“โกดัง” เพื่อทำให้เป็นพื้นที่“ปิดลับ”และสถานที่กว้างขวางเพียงพอ   ขณะพฤติการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากอดีต  มีพัฒนาการและความสลับซับซ้อนชัดเจน ทั้งด้านการลงทุน วิธีการลักใช้กระแสไฟ และโครงสร้างเครือข่ายผู้กระทำผิด  

จากเดิมผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็น“กลุ่มนายทุนคนไทย”  พฤติการณ์มักเช่าอาคารพาณิชย์หรือบ้านพักอาศัย ที่มีค่าเช่าไม่สูง  เพื่อติดตั้งเครื่องขุดในจำนวนไม่มาก  10 -15 เครื่องต่อสถานที่หนึ่งแห่ง วิธีลักใช้กระแสไฟยังไม่ซับซ้อน  ส่วนใหญ่เป็นการต่อกระแสไฟฟ้าตรงโดยไม่ผ่านมิเตอร์

ต่อมาขยายตัวเป็นลักษณะ“เครือข่าย”ที่มี“นายทุนต่างชาติ” โดยเฉพาะกลุ่มทุนคนจีนร่วมกับคนไทย  มีการเช่าโกดังหรือโรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรมและติดตั้งเครื่องขุดใน“ระดับอุตสาหกรรม” แห่งละหลายร้อยถึงพันเครื่อง  และใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณเทียบเท่า“โรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่”  ซึ่งหากชำระค่าไฟฟ้าตามจริง จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15-20 ล้านบาท ต่อเดือนต่อแห่ง

ด้านเทคนิคเพิ่มความซับซ้อนจากเดิม“ต่อไฟตรง”ก็พัฒนาสู่“การดัดแปลงมิเตอร์”ให้แสดงค่าการใช้ไฟฟ้า“ต่ำกว่าความเป็นจริง” หรือบางกรณีติดตั้งระบบควบคุมการทำงานของมิเตอร์จากระยะไกล  เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากเจ้าหน้าที่

นอกจากนี้  ผู้กระทำผิดยังมีการอำพรางสถานที่แนบเนียน เช่น จัดให้สถานที่มีลักษณะเสมือนเป็นคลังสินค้า  โรงงาน  หรือกิจการทั่วไป  มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบรักษาความปลอดภัย  และจำกัดการเข้าออกเข้มงวด ปกปิดการดำเนินการภายใน

“คนใน”นอกแถว

ร.ต.อ.เขมชาติ ยังชี้อีกประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือ หลายคดีปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึง“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หรือ“พนักงานการไฟฟ้า”บางรายเข้าไปให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวก หรือให้ข้อมูลล่วงหน้าแก่ผู้กระทำผิด จนทำให้กระบวนการสามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบ และเคลื่อนย้ายทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น จากการสอบสวนที่ผ่านมาจึงชัดเจนว่า  ปัจจุบันการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล พัฒนาไปสู่รูปแบบ“อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” ที่มีการจัดตั้งเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง  และมีการอำพรางการกระทำความผิดอย่างซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา…อย่างมีนัยสำคัญ.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน