เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับอิหร่าน ที่พระราชวังแวร์ซายส์อันหรูหรา โดยมีประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส อยู่เคียงข้าง ภาพที่ปรากฏนั้นเป็นสไตล์ของมาครงอย่างแท้จริง นั่นคือ การใช้ประวัติศาสตร์ ความงดงาม และความโอ่อ่าของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่ เพื่อชนะใจคู่เจรจาที่รับมือยาก

คำเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำสุดหรูที่พระราชวังแวร์ซายส์ มีจุดประสงค์เพื่อโน้มน้าวทรัมป์ให้อยู่จนจบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 แห่ง หรือ จี7 ระยะเวลา 3 วัน แทนที่จะเดินทางกลับก่อนกำหนดเหมือนที่เขาทำในแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว และสนับสนุนให้ทรัมป์มีท่าทีประนีประนอมมากขึ้นต่อผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่เขามักตำหนิเรื่องการค้าและยูเครน

บรรดานักการทูตชาวฝรั่งเศส ต่างแสดงความยินดีกับซัมมิตจี7 ที่พวกเขาอธิบายว่าเป็น “ชัยชนะแบบกวาดเรียบ” โดยทรัมป์เข้าร่วมกับผู้นำคนอื่นในการยอมรับสถานการณ์สู้รบที่ดีขึ้นของยูเครน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนและคว่ำบาตรรัสเซียครั้งใหม่

แม้มาครงกล่าวถึงพระราชวังแวร์ซายส์ว่าเป็น “เครื่องมือในการสร้างอิทธิพล” แต่มันก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไปสำหรับผู้นำฝรั่งเศสคนปัจจุบัน ซึ่งจะครบวาระการตำแหน่งสุดท้ายในปีหน้า และในตอนนี้ มาครงถูกคนในประเทศมองว่าเป็น “ประธานาธิบดีเป็ดง่อย” หลังเขาสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาฝรั่งเศส

ในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสสมัยแรก เมื่อปี 2560 มาครงต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่พระราชวังแวร์ซายส์ ด้วยข้อความที่สื่อความหมายเดียวกัน คือ ฝรั่งเศส และประธานาธิบดีฝรั่งเศส ควรเป็นศูนย์กลางของกิจการโลก

อย่างไรก็ตาม การประชุมสุดยอดครั้งนั้นไม่ทำให้เกิดความคืบหน้าใด ๆ และไม่มีอิทธิพลที่ยั่งยืนต่อปูติน ซึ่งสั่งดำเนินปฏิบัติการทางทหารในยูเครนอีก 5 ปีต่อมา เพียงสองสัปดาห์หลังจากมาครงเดินทางเยือนกรุงมอสโก เพื่อพยายามโน้มน้าวผู้นำรัสเซียให้ละเว้นจากการใช้กำลังทหาร

ด้านนักวิเคราะห์กล่าวว่า มาครงแสดงให้เห็นถึงสายตาที่เฉียบแหลมในการทูต ไม่ว่าจะเป็น สถานที่จัดงานที่ยิ่งใหญ่ สัญลักษณ์ และความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เขามักประสบความล้มเหลวในการเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืน

กระนั้น ฝรั่งเศสที่ประสบกับการขาดดุลงบประมาณที่ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามอบความสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลเคียฟ น้อยกว่าประเทศตะวันตกอื่น ๆ

อนึ่ง นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า มรดกของมาครงอาจพิสูจน์ได้ว่า “คงทนเป็นเวลานานที่สุด” ภายในสหภาพยุโรป (อียู) ขณะที่ นายแม็กซ์ เบิร์กมันน์ ผู้อำนวยการโครงการยุโรป รัสเซีย และยูเรเซีย จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติสหรัฐ (ซีเอสไอเอส) ชี้ให้เห็นว่า วิสัยทัศน์ของมาครงเกี่ยวกับ “ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์” ของอียู ได้รับความสนใจมากขึ้น

“แม้มาครงไม่เป็นที่นิยมทางการเมืองในฝรั่งเศส แต่ผมคิดว่าเขาน่าจะชนะการต่อสู้ทางความคิดโดยรวมในยุโรป เกี่ยวกับทิศทางของยุโรป” เบิร์กมันน์ กล่าวทิ้งท้าย.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS