เพราะ…วันนี้!! ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ยอดผลิตรถยนต์ของไทย ได้ดิ่งฮวบลงมาเหลือเพียงกว่า 4.7 แสนคัน แม้จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันประมาณ 4% แต่เมื่อเทียบกับในอดีตแล้วแทบเทียบกันไม่ติด โดยเฉพาะในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ที่ไทยผลิตรถยนต์ได้เพียงแสนกว่าคัน ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีด้วยซ้ำ
นี่!! ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงานประจำเดือน ที่ให้บรรดากูรูทางด้านเศรษฐกิจ ด้านเศรษฐศาสตร์ เอาไว้ถกเถียงกัน แต่!! ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ว่า….โครงสร้างอุตสาหกรรมแสนล้านของไทยกำลังส่งสัญญาณชีพที่อ่อนแรงลง
หากเจาะลึกเข้าไปในสมรภูมิระดับโลก พี่ใหญ่อย่าง “โตโยต้า โกลบอล” เพิ่งประกาศปรับทัพครั้งประวัติศาสตร์ ดึง “เคนตะ คอน” มือการเงินระดับพระกาฬขึ้นแท่นเป็นประธานและซีอีโอคนใหม่
เมื่อมีการปรับทัพ ก็เชื่อได้ว่า การ “ผ่าตัดองค์กร” ย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน อะไรทำกำไรเข้าเป้า ก็เดินหน้าต่อ อะไรไม่คุ้มทุน ก็ตัดทิ้งไป จึงไม่ต้องแปลกใจหากพี่ใหญ่จะเลือกโฟกัสที่ “ไฮบริด” พลังงานที่ทำเงินได้จริง ไว้เป็นหลัก
ส่วน EV? คำตอบจากพี่ใหญ่ชัดเจนว่า “ไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวของวงการ” อีกต่อไป มันคือการเข้าสู่โหมดรัดเข็มขัดเพื่อเตรียมสู้ศึกระยะยาวกับสงครามราคาและสงครามเทคโนโลยีจากแดนมังกร
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในปี 69 ได้รายงานตัวเลขการผลิตหดตัวลงในตลาดในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ที่ร่วงหนักกว่า 24% ท่ามกลางความเปราะบางของกำลังซื้อในประเทศและการคุมเข้มสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์และอะไหล่โดยรวมในรอบ 4 เดือนแรกของปียังหดตัวลง 6.16% ตอกย้ำว่า… ห่วงโซ่อุปทานเดิมกำลังลดขนาดลงอย่างรุนแรง
ขณะที่ตลาดส่งออกหลักยังถูกซ้ำเติมด้วยความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและวิกฤตการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้ยอดผลิตเพื่อส่งออกหลุดเป้าหมายที่วางไว้
ความจริงที่น่ากลัวคือ รถที่หายไปและชิ้นส่วนยานยนต์ที่ยอดสั่งซื้อทรุดฮวบนี้ กำลังพังทลายรากแก้วของระบบนิเวศการผลิตของไทย เพราะ….อุตสาหกรรมยานยนต์ ยังมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย
อุตสาหกรรมยานยนต์ ได้ขยายรากลึกไปถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วน ตั้งแต่ เหล็ก ยาง พลาสติก กระจก สายไฟ เบาะ ผู้ผลิตแม่พิมพ์ ไปจนถึงบริษัทขนส่ง และร้านค้ารายย่อยหน้าโรงงาน เมื่อฟันเฟืองตัวใหญ่หมุนช้าลง ทุกอย่างในห่วงโซ่ก็ก้าวเข้าสู่ภาวะชะลอตัวและทยอยตายไปพร้อมๆ กันแบบเงียบๆ
ในวันที่หน้าสปอตไลท์ของประเทศส่องแสงไปยัง “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” ที่พูดกันแต่เรื่องแบตเตอรี่ AI ซอฟต์แวร์ และโรงงานใหม่จากต่างประเทศ
แต่กลับไม่มีใครเหลียวมอง “คนเก่า” ที่อยู่ร่ วมบ้านหลังนี้มานานกว่า 60 ปี อย่างพี่ใหญ่ โตโยต้าอยู่เมืองไทยมานานถึง 64 ปี เช่นเดียวกับค่าย ฮอนด้า นิสสัน มิตซูบิชิ ที่อยู่เมืองไทยมานานหลายทศวรรษ
และยังมาพร้อม ๆ กับซัพพลายเออร์สัญชาติไทยรายเล็ก รายกลาง ที่ร่วมลงแรง ลงทุน สร้างคน สร้างทักษะแรงงาน จนไทยแข็งแกร่ง แต่มาจนถึงวันนี้เรากำลังตื่นเต้นกับแขกคนใหม่ จนลืมถามคนเก่าที่อยู่มานานกว่า 60 ปี ว่า “พวกเขายังไหวกันอยู่หรือ?”
โดยเฉพาะคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่ค่ายรถระดับโลกที่มีทุนหนา แต่คือ…. บรรดาซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ที่ต้องเจอทั้งยอดสั่งซื้อหด ต้นทุนพุ่ง และการแข่งขันที่รุนแรง บางแห่งต้องลดกะ บางแห่งหยุดลงทุน และบางแห่งกำลังประคองตัวรอวันปิดฉาก
สิ่งที่น่ากลัว! ไม่ใช่เพียงแค่…ยอดขายรถตก แต่! อยู่ที่การทยอยปิดตัวของโรงงานไทยทีละแห่งโดยไม่มีใครสังเกต เพราะเมื่อโรงงานหนึ่งแห่งหายไป องค์ความรู้และทักษะแรงงานที่สะสมมาหลายสิบปีจะสูญสิ้นไปตลอดกาล
เหนือสิ่งอื่นใด ภาวะ”ตกงาน” จะเริ่มยิ่งเพิ่มมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ต้องกังวล!
แต่ในเมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีมาเร็ว โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ภาครัฐเองก็ต้องสร้างกฎกติกา ที่เป็นธรรม ทั้งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี
การช่วยเหลือทางด้านแหล่งเงิน จะเป็นกองทุนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม เพื่อประคับประคองให้บรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถเปลี่ยนผ่านให้ได้ตรงตามความต้องการของตลาด
เช่นเดียวกับ การสร้างกติกาที่เสมอภาคและเป็นธรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ทำเงินได้จริงในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีใหม่จะสำคัญ แต่เทคโนโลยีเดิมก็สำคัญไม่แพ้กัน.
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



