บทเรียนจากออสเตรเลีย : เมื่อการพัฒนาคนคือยุทธศาสตร์ของชาติ
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร อาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เมื่อมองออกไปจากระเบียงอาคารเรียนในนครเมลเบิร์น สิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่เพียงสนามฟุตบอลสีเขียวขนาดใหญ่ หากเป็นภาพสะท้อนของปรัชญาการพัฒนาประเทศที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของชีวิตประจำวัน สนามกีฬาหลายสนามทอดยาวเคียงข้างอาคารเรียน ห้องปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยด้านสุขภาพ และพื้นที่กิจกรรมของนักศึกษาอย่างกลมกลืน ราวกับต้องการบอกว่าที่นี่ กีฬาไม่ได้เป็นกิจกรรมเสริมของระบบการศึกษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษานั้นเอง
หากกล่าวถึงออสเตรเลีย หลายคนอาจนึกถึงประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านกีฬาอย่างโดดเด่น ทั้งในกีฬาโอลิมปิก คริกเก็ต รักบี้ เทนนิส หรือฟุตบอล ประเทศที่มีประชากรเพียงราว 27 ล้านคน แต่สามารถสร้างนักกีฬาระดับโลกได้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในชาติกีฬาสำคัญของโลก คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่าออสเตรเลียมีนักกีฬาที่เก่งเพียงใด แต่คือเหตุใดประเทศนี้จึงสามารถสร้างวัฒนธรรมด้านกีฬา สุขภาพ และการเคลื่อนไหวทางกายให้ฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างเป็นธรรมชาติ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในสนามแข่งขัน แต่อยู่ในห้องเรียน ห้องวิจัย และนโยบายการศึกษาของประเทศ
สิ่งที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของออสเตรเลีย Victoria University Deakin University และ La Trobe University มีน่วมกันคือความเชื่อว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มต้นจากการพัฒนามนุษย์ และการพัฒนามนุษย์ไม่สามารถแยกออกจากสุขภาพ การศึกษา และการเคลื่อนไหวทางร่างกายได้ สนามกีฬาในมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เป็นห้องเรียนอีกประเภทหนึ่งที่สอนบทเรียนซึ่งไม่อาจพบได้ในตำรา ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเคารพกติกา ความรับผิดชอบ ความอดทน การเป็นผู้นำ และการรับมือกับความล้มเหลว

ในสังคมไทย เรามักคุ้นเคยกับการมองกีฬาในฐานะกิจกรรมเสริมของการศึกษา หรือเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์เฉพาะด้าน แต่ในออสเตรเลีย กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างพลเมือง เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เด็กคนหนึ่งอาจไม่ได้ลงสนามเพื่อเป็นนักกีฬาทีมชาติ แต่กำลังเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การเคารพกติกา เรียนรู้การรับผิดชอบต่อหน้าที่ และเรียนรู้ที่จะล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ คุณลักษณะเหล่านี้อาจไม่มีอยู่ในแบบทดสอบมาตรฐานใด ๆ แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญของการใช้ชีวิตและการทำงานในอนาคต
ภาพของสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมในกีฬา หากสะท้อนปรัชญาการศึกษาที่มองว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องบรรยาย แต่เกิดขึ้นผ่านประสบการณ์จริง การลงมือปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมกับผู้คนรอบตัว แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงกับสิ่งที่อาจารย์ด้านการกีฬาและสุขภาพหลายท่านกล่าวตรงกันว่า นักศึกษาในปัจจุบันมีความรู้มากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนอย่างมหาศาล แต่สิ่งที่สังคมและตลาดแรงงานกำลังต้องการกลับเป็นทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรด้านการกีฬา สุขภาพ กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และการศึกษาในออสเตรเลียจึงให้ความสำคัญกับ Human Skills หรือทักษะมนุษย์ควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางวิชาการ นักศึกษาด้านการโค้ชกีฬาไม่ได้เรียนเพียงเรื่องการฝึกซ้อม แต่เรียนรู้การสร้างแรงจูงใจ การรับฟัง และการให้ข้อเสนอแนะ นักศึกษากายภาพบำบัดไม่ได้เรียนเพียงเรื่องกล้ามเนื้อและกระดูก แต่เรียนรู้การสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างเข้าอกเข้าใจ นักศึกษาครูพลศึกษาไม่ได้เรียนเพียงวิธีจัดกิจกรรมกีฬา แต่เรียนรู้การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กกล้าคิด กล้าลอง และกล้าพัฒนาตนเอง

ภายในศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ปรากฏห้องปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่ระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหว เครื่องวัดสมรรถภาพหัวใจและปอด ห้องประเมินสมรรถภาพร่างกาย ไปจนถึงเครื่องมือที่สามารถติดตามการทำงานของร่างกายมนุษย์ได้อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวเครื่องมือ แต่คือคำถามที่นักวิจัยกำลังพยายามหาคำตอบ พวกเขาไม่ได้ถามเพียงว่าจะทำอย่างไรให้นักกีฬาวิ่งเร็วขึ้นหรือกระโดดได้สูงขึ้น แต่กำลังศึกษาว่าจะช่วยให้ผู้สูงอายุเดินได้มั่นคงขึ้นอย่างไร จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอย่างไร จะส่งเสริมให้เด็กมีกิจกรรมทางกายมากขึ้นได้อย่างไร และจะทำให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีตลอดช่วงชีวิตได้อย่างไร
คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากีฬาในออสเตรเลียไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแข่งขัน แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิต เป็นเรื่องของสุขภาพสาธารณะ และเป็นเรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวได้รับการยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติผ่านกรอบการสร้างพลเมืองที่มีสุขภาวะผ่านการเคลื่อนไหวทางกาย หรือ Australian Physical Literacy Framework (APLF) ซึ่ง Sport Australia เปิดตัวในปี 2019 เพื่อผลักดันแนวคิดเรื่อง Physical Literacy หรือ “ความรอบรู้ด้านสุขภาวะ” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประชาชนทุกช่วงวัย

แนวคิด Physical Literacy ซึ่งเรียกว่าความรอบรู้ด้านสุขภาวะนั้นไม่ได้หมายถึงการวิ่งเร็วที่สุด กระโดดสูงที่สุด หรือแข็งแรงที่สุด แต่หมายถึงการที่บุคคลมีความมั่นใจในการเคลื่อนไหว เข้าใจร่างกายของตนเอง มีแรงจูงใจที่จะดูแลสุขภาพ และสามารถรักษาพฤติกรรมเหล่านั้นไว้ได้ตลอดชีวิต เป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงสุขภาพกาย สุขภาพจิต อารมณ์ ความสัมพันธ์ทางสังคม และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม เป้าหมายของนโยบายจึงไม่ใช่การสร้างนักกีฬาอาชีพเพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างประชาชนที่มีสุขภาวะและมีศักยภาพในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่ขยายตัวไปสู่ระดับสังคมโดยรวมอย่างน่าสนใจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งในออสเตรเลียได้รับการถ่ายทอดสดฟรีทุกนัดผ่านสถานีโทรทัศน์สาธารณะของประเทศ ไม่ว่าประชาชนจะมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร ทุกคนสามารถเข้าถึงการแข่งขันระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม
ในมุมหนึ่ง เรื่องนี้อาจดูเป็นเพียงนโยบายด้านสื่อสารมวลชน แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับสะท้อนแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการมองว่ากีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสาธารณะ เป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ร่วมของสังคม และเป็นเครื่องมือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันของประชาชน

แม้การแข่งขันฟุตบอลโลกหลายนัดจะจัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้เวลาแข่งขันตรงกับช่วงดึกหรือเช้ามืดของออสเตรเลีย แต่รัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังออกมาตรการรองรับให้สถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตสามารถเปิดให้บริการได้ยาวนานขึ้นเพื่อรองรับการรับชมของประชาชน ขณะที่ผับ สปอร์ตบาร์ สโมสรชุมชน และพื้นที่สาธารณะหลายแห่งกลายเป็นจุดรวมตัวของผู้คนที่มาร่วมเชียร์ทีมโปรดไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนกีฬาในฐานะกิจกรรมสาธารณะไม่ได้หมายถึงการปล่อยเสรีโดยปราศจากความรับผิดชอบ พื้นที่รับชมขนาดใหญ่ในนครเมลเบิร์น เช่น Federation Square ซึ่งเคยเผชิญปัญหาความรุนแรงและการใช้พลุควันในอดีต ได้รับอนุญาตให้กลับมาจัดกิจกรรมอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด ทำให้เห็นว่าการส่งเสริมกีฬาและการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมสามารถดำเนินควบคู่กันได้

เมื่อพิจารณาภาพทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าความสำเร็จด้านกีฬาของออสเตรเลียไม่ได้เกิดขึ้นจากสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว หากเป็นผลลัพธ์ของระบบที่เชื่อมโยงการศึกษา สุขภาพ วิทยาศาสตร์ การวิจัย ชุมชน และนโยบายสาธารณะเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่าจะสร้างนักกีฬาเหรียญทองได้กี่คน แต่เริ่มต้นด้วยคำถามว่าจะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร จะทำให้เด็กทุกคนรักการเคลื่อนไหวได้อย่างไร จะทำให้คนวัยทำงานมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างไร และจะทำให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้นานที่สุดได้อย่างไร
บางทีบทเรียนสำคัญที่สุดจากออสเตรเลียอาจไม่ใช่เรื่องกีฬาเลย หากเป็นเรื่องของการมองมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม การตระหนักว่าร่างกาย จิตใจ การศึกษา และคุณภาพชีวิตไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่เข้มแข็งไม่ได้เกิดจากการมีคนเก่งเพียงไม่กี่คน แต่เกิดจากการมีประชาชนจำนวนมากที่มีสุขภาพดี มีโอกาสในการเรียนรู้ มีความมั่นใจในตนเอง และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมออสเตรเลียจึงให้ความสำคัญกับกีฬาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการสร้างนักกีฬาเพิ่มขึ้น แต่เพราะพวกเขากำลังสร้างอนาคตของประเทศผ่านการพัฒนามนุษย์ทุกคน.





