นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ระบุว่า วันนี้ (23 ก.ค.) ที่ประชุม กบง. ได้มีการพิจารณาสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและต้นทุนการกลั่นในช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งพบว่า ยังคงมีผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่เป็นระยะ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ที่ประชุม กบง. ได้ใช้หลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เคยให้ไว้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่น
โดยกำหนดสมมุติฐานปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย (เบนซินและดีเซลหมุนเร็ว) ณ เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 91.03 ล้านลิตรต่อวัน สามารถประมาณการมูลค่าของผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2569 ตามหลักการของ คตร. ได้ประมาณ 3,892 ล้านบาท นำมาช่วยเป็นส่วนลดของราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น สำหรับดีเซลหมุนเร็ว
ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบให้ ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 พร้อมเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่องการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น และมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
“การกำหนดส่วนลดดังกล่าวอยู่บนหลักการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นน้ำมันมาใช้บรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดภาระของกองทุนน้ำมัน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาดและไม่กระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจของโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อให้การส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภคเป็นไปอย่างเป็นธรรม และยังคงรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การดึงเงินโรงกลั่นมาช่วยดูแลราคาน้ำมันครั้งนี้ เพิ่มจากลิตรละ 1.40 บาท มาเป็น 2.40 บาท หรือเพิ่มขึ้นมาลิตรละ 1 บาท จะมีผลต่อราคาหน้าปั๊มหรือไม่นั้น จะต้องรอการประชุมเย็นนี้อีกครั้งว่า จะสามารถชดเชยจนปรับลดราคาได้หรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงมาก



