นับเป็นเวลานานกว่าครึ่งสหัสวรรษแล้วที่สายตามองเยื้องไปด้านข้างอย่างมีเลศนัยของเทพีวีนัสในผลงานชิ้นเอก “กำเนิดวีนัส” (The Birth of Venus) ของซานโดร บอตติเชลลี ได้รับการตีความจากนักประวัติศาสตร์ศิลปะว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความงดงามหรือการอุทิศตัวเพื่อศาสนา

ทว่า ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยควีนแมรีแห่งลอนดอน กลับให้คำอธิบายที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า บอตติเชลลีไม่ได้ใช้จินตนาการทางศิลปะในการวาดภาพนี้ แต่เขาตั้งใจถ่ายทอดอาการป่วยในชีวิตจริงของหญิงสาวที่เป็นต้นแบบใบหน้าในภาพต่างหาก

บอตติเชลลีวาดภาพ “กำเนิดวีนัส” ในปีค.ศ. 1486 (Universal History Archive/Getty Images)

สตรีผู้เป็นแรงบันดาลใจหลักของภาพนี้คือ ซิโมเนตตา เวสปุชชี หญิงสาวผู้ได้ฉายาว่า “ผู้หาใครเปรียบมิได้” (La Sans Par) เธอคือสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองฟลอเรนซ์ที่บอตติเชลลีหลงใหลอย่างสุดซึ้ง

นักวิจัยได้ใช้ซอฟต์แวร์เอไอจดจำใบหน้า  วิเคราะห์ภาพพอร์ตเทรต 5 ภาพที่เชื่อว่าเป็นรูปของซิโมเนตตา และพบว่าภาวะตาเขเล็กน้อยของเธอที่มักปรากฏในภาพ สอดคล้องกับอาการของโรค เนื้องอกต่อมใต้สมอง (Pituitary Adenoma) 

ศาสตราจารย์ เปาโล ปอซซิลลี หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า เนื้องอกที่ขยายตัวขึ้นนี้ไปกดทับเส้นประสาทตา ส่งผลให้ตำแหน่งดวงตาของเธอเบนออกไปทางด้านข้าง นอกจากนี้ในอีกภาพวาดหนึ่งที่ชื่อว่า “Allegorical Portrait of a Woman” บอตติเชลลียังวาดภาพเธอในลักษณะที่มีน้ำนมไหลออกมา ทั้งที่ตามประวัติของเธอแล้ว ซิโมเนตตาไม่เคยมีบุตร ซึ่งนี่คืออาการเด่นชัดของเนื้องอกชนิดนี้ที่จะหลั่งฮอร์โมนโปรแลกติน (ฮอร์โมนกระตุ้นการผลิตน้ำนม) ออกมาอย่างผิดปกติ

สายตาที่ดูเหมือนมีภาวะตาเขเล็กน้อยของนางแบบได้รับการวิเคราะห์ในยุคหลังว่าอาจเป็นสัญญาณแห่งโรคร้าย (Art Media/Print Collector/Getty Images)

การค้นพบครั้งนี้ยังล้มล้างความเชื่อเดิมที่ว่าซิมอนเนตตาเสียชีวิตด้วยโรควัณโรค โดยทีมวิจัยพบหลักฐานจากจดหมายเหตุที่มีการโต้ตอบกันระหว่างครอบครัวของเธอกับตระกูลเมดิชี ซึ่งระบุว่าในวาระสุดท้าย ซิมอนเนตตาวูบล้มลงกลางงานเต้นรำ ก่อนจะถูกพาไปพักในห้องมืดด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เห็นภาพหลอน อาเจียน และมีไข้สูง

อาการทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่าเธอเผชิญกับภาวะเลือดออกในเนื้องอกต่อมใต้สมองเฉียบพลัน (Pituitary Apoplexy) ซึ่งกลายเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่คร่าชีวิตเธอไปด้วยวัยเพียง 23 ปี โดยทีมนักวิจัยสันนิษฐานว่า การเต้นรำอย่างรุนแรงในงานเลี้ยงก่อนที่เธอจะเสียชีวิตนั้นอาจเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดภาวะวิกฤตดังกล่าว

“จดหมายโต้ตอบระหว่าง ปิเอโร เวสปุชชี (พ่อสามีของซิโมเนตตา) และ โลเรนโซ เด เมดิชี (ผู้ปกครองนครฟลอเรนซ์และผู้อุปถัมภ์ครอบครัวเวสปุชชี) เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของซิโมเนตตา มีการพูดถึงตอนที่เธอล้มฟุบลงในระหว่างงานเต้นรำ และหลังจากนั้นก็นอนพักอยู่ในห้องที่มืดมิด ซึ่งเธอต้องทรมานกับอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เห็นภาพหลอน อาเจียน และมีไข้สูง” ดร. โดมิเซียนา นาร์เดลลี ผู้เขียนหลักของรายงานวิจัยกล่าว “ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอาการของเนื้องอกต่อมใต้สมองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว”

นอกเหนือจากข้อสันนิษฐานถึงสาเหตุการกระตุ้นอาการของโรคว่า อาจเกิดจากการเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยงในงานเลี้ยง ก็ยังมีข้อสันนิษฐานที่น่าสลดใจยิ่งกว่านั้น ซึ่งก็คือการถูกทำร้ายร่างกายโดย อัลฟอนโซที่ 2 แห่งอารากอน ดยุกแห่งคาลาเบรีย เจ้าชายจอมเสเพลผู้ทรงอิทธิพลซึ่งเคยตกเป็นข่าวลือว่า พยายามล่วงเกินซิโมเนตตา 

ความผูกพันและการสูญเสียหญิงผู้เป็นทั้งแรงบันดาลใจและเป็นที่รัก ส่งผลต่อจิตใจของบอตติเชลลีอย่างมหาศาล เขายังคงวาดใบหน้าของซิโมเนตตาในผลงานของเขาอีกหลายชิ้นแม้เธอจะจากโลกนี้ไปนานหลายทศวรรษแล้ว 

ความรักนี้ยิ่งใหญ่เสียจนก่อนที่บอตติเชลลีจะเสียชีวิตในปีค.ศ. 1510 เขาได้สั่งเสียไว้ว่า “ขอให้นำร่างของเขาไปฝังไว้ที่แทบเท้าของซิโมเนตตา” ในโบสถ์ออนยิสซานติ เมืองฟลอเรนซ์

สายตาเหลือบมองอันทรงเสน่ห์ของเทพีวีนัสในภาพวาดที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชมมานานกว่า 500 ปี จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของความงามตามอุดมคติ แต่ยังเป็นบันทึกทางการแพทย์สุดเศร้าที่ศิลปินผู้แหลกสลายตั้งใจทิ้งไว้ เพื่อบอกเล่าความเจ็บปวดในวาระสุดท้ายของหญิงสาวผู้เป็นที่รักยิ่งของเขา

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES