3 วันกับอีก 2 คืนต่อจากนี้ (29 มิ.ย.-1 ก.ค.69) “ปี่-กลอง” ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะดังกังวาลขึ้นอีกครั้ง กับการพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในวาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 0.2% หรือเพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท
การจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละปี ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทุกครั้งว่าเป็นงบประมาณที่เดินหน้าท้าทายขีดจำกัดทางด้านการคลัง หรือเป็นเพียงแค่… การย่ำอยู่กับที่ในหลุมดำของหนี้สิน ที่ประเทศไทยยังหาทางออกไม่เจอ
ด้วยสภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานต่าง ๆ นา ๆ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้การจัดทำงบประมาณต้องอยู่ในภาวะ“ขาดดุล” หรือต้องกู้เงินเพื่อบริหารประเทศอีก 7.88 แสนล้านบาท แม้จะลดลง2.7% ก็ตาม
แต่!หมายความว่า…รัฐบาลก็ยังคงต้องกู้เงินมาบริหารประเทศอยู่ดี และไม่ได้เพิ่งกู้ แต่เป็นการกู้เงินหรือหรือจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมานานหลายสิบปี
แม้มีการคาดการณ์กันว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 2.7% แต่ตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศจึงถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งทะยานไปจ่อเพดานที่ระดับ 66.4% ของ จีดีพี
กลายเป็นคำถามตัวโตๆ จากสังคม จากบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ว่า … เรากำลังกู้เงินมาเพื่อสร้างอนาคต หรือกู้มาเพื่อประคองชีพไปวัน ๆ?
สิ่งที่เป็นแผลกดทับของโครงสร้างงบประมาณไทยมาโดยตลอด และยังคงเด่นชัดในงบฯ ปี 70 คือ “งบรายจ่ายประจำ” ที่ยังคงกินรวบเค้กชิ้นใหญ่ที่สุด
โดยเฉพาะ “งบกลาง” ที่ได้รับจัดสรรสูงเฉียด 7 แสนล้านบาท ซึ่งภาระก้อนโตที่สุดหนีไม่พ้น “เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” และค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรรัฐที่โตตามโครงสร้างประชากรสูงวัย
ขณะที่ “งบลงทุน” โดยตรง กลับอยู่ที่ประมาณ 7.89 แสนล้านบาท แม้รัฐบาลจะพยายามชูโมเดล “ลงทุน พลัส” โดยดึงเงินนอกงบประมาณ ทั้งจากการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือการส่งเสริมจากบีโอไอ เข้ามาเสริมทัพให้ดูเหมือนว่ามีวงเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมกว่า 1.56 ล้านล้านบาท
แต่ในเนื้อแท้แล้ว กลับสะท้อนให้เห็นว่า “หน้าตัก” ของเงินงบประมาณแผ่นดินแทบไม่เหลือพื้นที่ให้รัฐบาลได้ขยับตัวทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เพราะเงินส่วนใหญ่ถูกล็อกไว้กับค่าใช้จ่ายคงที่หมดแล้ว
ประเทศไทยจัดทำ “งบประมาณแบบขาดดุล” ติดต่อกันมานานนับทศวรรษ จนกลายเป็นความคุ้นชินของระบบราชการและการเมือง
การกู้เงินชดเชยการขาดดุลในอดีตอาจอ้างได้ว่าเป็นเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ หรือโรคระบาดครั้งใหญ่ จนถึงทุกวันนี้ยังคงมีหลายปัจจัยที่เข้ามากดดัน จนทำให้รัฐบาลยังต้องกู้เงินเพื่อบริหารประเทศ
ในภาพรวมของการจัดสรรเงินงบประมาณปี 70 นี้ ส่วนใหญ่เป็นการจัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ รวม 1.342 ล้านล้านบาท งบรายจ่ายบุคคลากรภาครัฐ 8.52แสนล้านบาท งบกลาง 6.93 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมี งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท งบกองทุนหมุนเวียน 2.94 แสนล้านบาท งบใช้เงินคงคลัง 7.10 หมื่นล้านบาท งบจัดสรรตามแผนบูรณาการ 7.02 หมื่นล้านบาท
ด้านหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณมากที่สุด เป็นกระทรวงการคลัง ได้รับจัดสรร 4.40 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.16 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับจัดสรร 3.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,580 ล้านบาท ตามมาด้วย กระทรวงมหาดไทย ได้รับจัดสรร 2.88 แสนล้านบาท ลดลง 1.06 หมื่นล้านบาท
อันดับสี่ ได้แก่ กระทรวงกลาโหม จำนวน 2.88 แสนล้านบาท ลดลง 0.47% ส่วนกระทรวงสาธารณสุข ได้รับจัดสรร 1.81 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6%
ทั้งหลายทั้งปวง…ศึกซักฟอกร่างงบประมาณปี 2570 ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เกมการเมือง… เพื่อคว่ำหรือผ่านกฎหมายเท่านั้น เพราะอย่างไรซะ รัฐบาลเสียงข้างมากก็ย่อมต้องชนะอยู่ดี
แต่ศึกครั้งนี้ จะกลายเป็น เวทีที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า เงินทุกบาทที่กู้มาเพิ่มนั้น จะถูกนำไปแปลงเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่สร้างผลตอบแทนได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การแจกจ่ายเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นเท่านั้น!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



