ในห้วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในคาบสมุทรบอลข่าน การประกาศลาออกของประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช แห่งเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย
ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครัฐบาลจำนวนมาก ภายใต้แคมเปญ “เซอร์เบีย ครอบครัวเดียวกัน” ในกรุงเบลเกรด วูชิชซึ่งกุมอำนาจบริหารประเทศยาวนานกว่า 12 ปี ประกาศว่า จะลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี ภายในเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นการตัดสินใจก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง และเป็นสมัยสุดท้ายตามรัฐธรรมนูญจะสิ้นสุดลงกลางปี 2570
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังสภาวการณ์ความไม่สงบ และการประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือน ซึ่งริเริ่มโดยกลุ่มนักศึกษาและภาคประชาสังคมเพื่อตอบโต้ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเชิงระบบ และการบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้ประสิทธิภาพ
วูชิชเกิดเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2513 ที่กรุงเบลเกรด ความสนใจทางการเมืองในฐานะนักศึกษา ทำให้วูชิชตัดสินใจเข้าร่วมกองกำลังชาวเซิร์บบอสเนีย ในสมรภูมิช่วงสงครามยูโกสลาเวียเมื่อปี 2535 และทำงานเป็นผู้สื่อข่าวในพื้นที่สู้รบ
ต่อมาในปี 2536 วูชิชสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคแนวร่วมหัวรุนแรงเซอร์เบีย หรือ เอสอาร์เอส ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ชาตินิยม และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีอายุน้อยที่สุด ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค เมื่อปี 2535
จุดเปลี่ยนสำคัญในฐานะข้าราชการการเมืองเกิดขึ้น เมื่อวูชิชได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงสารสนเทศ ระหว่างปี 2541-2543 ในยุครัฐบาลของประธานาธิบดีสโลโบดัน มิโลเซวิช ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว วูชิชดำเนินนโยบายปราบปรามและกวาดล้างปรับสื่อมวลชนอิสระอย่างรุนแรง ตลอดจนสั่งแบนสถานีโทรทัศน์ต่างประเทศที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

ภายหลังการล่มสลายของระบอบมิโลเซวิช วูชิชปรับดุลยภาพทางการเมืองครั้งสำคัญในปี 2551 โดยการแยกตัวออกจากพรรคเอสอาร์เอส ร่วมกับนายโทมิสลาฟ นิโคลิช เพื่อร่วมกันก่อตั้งพรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย หรือเอสเอ็นเอส ซึ่งมีจุดยืนขวากลาง ลดวาทกรรมชาตินิยมสุดโต่ง และหันมาผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจดึงดูดทุนต่างชาติ
พรรคเอสเอ็นเอสก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำรัฐบาลอย่างเป็นทางการในปี 2555 โดยวูชิชดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงกลาโหม ก่อนก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2557 และสถาปนาระบบพรรคการเมืองครอบงำพรรคเดียว จนกระทั่งเขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2560 และแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองในเซอร์เบียได้แทบเบ็ดเสร็จ
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่ท้าทายระบอบวูชิชไม่ใช่พรรคการเมืองใหม่หรือนักการเมืองดาวรุ่งคนใด แต่คือโศกนาฏกรรมหลังคาคอนกรีตถล่ม ที่สถานีรถไฟหลักเมืองโนวิซาด เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 16 ราย อาคารดังกล่าวเพิ่งผ่านการบูรณะซ่อมแซมใหญ่สองครั้ง เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น
ความโกรธแค้นของประชาชนทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีรายงานออกมามากขึ้นว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีต้นตอมาจากการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนรับเหมาที่มีความแนบแน่นกับพรรครัฐบาล แม้มีการจับกุมและดำเนินคดีกับนายโกรัน เวสิช รมว.กระทรวงคมนาคมในเวลานั้น แต่ต่อมาศาลกลับยกฟ้อง โดยอ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ
คำพิพากษาของศาลกลายเป็นเชื้อไฟที่โหมกระพือข้อครหาเรื่อง “ความลอยนวลพ้นผิด” และการไร้ซึ่งหลักนิติธรรมของประเทศ นำไปสู่การประท้วงปิดเมืองโดยกลุ่มนักศึกษาและเกษตรกร จนทำให้นายกรัฐมนตรี มิลอส วูเชวิช ต้องประกาศลาออก เมื่อเดือนม.ค. 2568 เพื่อแสดงความรับผิดชอบเชิงการเมือง ทว่ากลับไม่สามารถระงับความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกได้
การประกาศเตรียมลาออกของวูชิช ไม่ใช่สัญญาณของการวางมือทางการเมืองของผู้นำรายนี้อย่างแท้จริง แต่เป็นกลยุทธ์สลับตำแหน่งเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของกฎหมายรัฐธรรมนูญเซอร์เบีย ที่อนุญาตให้ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ในวาระได้ไม่เกินสองสมัย
ขณะที่บทบาทของประธานาธิบดีเซอร์เบียตามกฎหมายมีลักษณะเชิงพิธีการเป็นหลัก ส่วนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจการบริหารประเทศและงบประมาณอย่างแท้จริง แม้เป็นที่ทราบกันดีในเซอร์เบียว่า วูชิชเสมือนเป็น “ผู้นำในทางพฤตินัย” ของประเทศ การประกาศลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีจึงเป็นกลไกสร้างเงื่อนไขกฎหมายให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนด เพื่อที่วูชิชจะสามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อย่างชอบธรรม และแต่งตั้งพันธมิตรที่ไว้ใจได้ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน
นอกจากปัญหาการจัดสรรอำนาจภายในประเทศแล้ว วูชิชยังต้องเผชิญกับเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดอย่างยิ่ง สหรัฐกำลังกดดันเซฮร์เบีย ด้วยการที่สภาคองเกรสผ่านกฎหมาย “ประชาธิปไตยและความรุ่งเรืองของกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก” ซึ่งเป็นกฎหมายที่สร้างผลผูกพันให้แก่รัฐบาลสหรัฐ ในการประกาศมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการต่อเจ้าหน้าที่หรืออดีตเจ้าหน้าที่ของเซอร์เบีย ที่มีส่วนร่วมในการทุจริตและการบ่อนทำลายความโปร่งใสในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังพยานหลักฐานการทุจริตเชิงระบบในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธ.ค. 2566
ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรป ( อียู ) ตัดสินใจแช่แข็งการเจรจาการเข้าเป็นสมาชิกภาพของเซอร์เบียในระยะที่สาม เนื่องจากความล้มเหลวในการปรับปรุงมาตรฐานสิทธิมนุษยชน และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของเซอร์เบีย รวมถึงการที่รัฐบาลเบลเกรดปฏิเสธที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศร่วมกับอียูในการคว่ำบาตรรัสเซียจากการทำสงคราาในยูเครน
ดุลยภาพที่ละเอียดอ่อนนี้ยังถูกทดสอบด้วยความเปราะบางด้านพลังงาน เนื่องจากบริษัทสัญชาติรัสเซียยังคงเป็นผู้ควบคุมและถือครองหุ้นใหญ่ในรัฐวิสาหกิจน้ำมันของเซอร์เบีย ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากชาติตะวันตก สภาวะกดดันด้านพลังงานนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในฐานะปัจจัยขับเคลื่อนระดับชาติ และจำกัดทางเลือกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของวูชิชเป็นอย่างยิ่ง
สถานการณ์ทั้งหมดบ่งชี้ว่า การประกาศเตรียมลงจากอำนาจประธานาธิบดีเซอร์เบียของวูชิช ไม่ได้นำไปสู่การสิ้นสุดของยุคอำนาจนิยมในเซอร์เบีย หากแต่เป็นกระบวนการปรับโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรมเชิงอำนาจ ภายใต้สภาวะกดดันที่รุมเร้าจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ
แม้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและกลุ่มนักศึกษาจะบรรลุเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ในการสั่นคลอนเสถียรภาพของผู้นำแกร่งกล้าได้ แต่กลไกการเลือกตั้งและสถาบันตุลาการที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเหนียวแน่นจะยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการปฏิรูปประเทศไปสู่ประชาธิปไตยเสรีนิยมอย่างแท้จริง
การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ของเซอร์เบียที่น่าจะเกิดขึ้นปลายปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงสนามรบทางการเมืองในประเทศ แต่เป็นการทำประชามติว่า เซอร์เบียควรจะมุ่งหน้าสู่การบูรณาการเข้ากับอียูอย่างแท้จริง หรือจะรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังจะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความพร้อมเชิงโครงสร้างของพรรคฝ่ายค้านเซอร์เบีย ในการสร้างเอกภาพและความสามารถ เพื่อรับมือกับนโยบายประชานิยมเชิงรุกของวูชิชและเครือข่ายอุปถัมภ์ทางการเมือง ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานในประเทศแห่งนี้ .
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : REUTERS



