การมาถึงของ “Disney’s Moana” (2026) รูปแบบไลฟ์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ ถือเป็นก้าวสำคัญของดิสนีย์ ในการปลุกชีพแอนิเมชันยุคโมเดิร์นให้มีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งในประเทศไทยก็เปิดตัวอย่างสวยงามด้วยการคว้าอันดับ 1 บนตาราง Box Office ไปเรียบร้อย

เรื่องราวของโมอาน่าเริ่มต้นขึ้นครั้งแรก ในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันเมื่อปี 2016 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั่วโลก ก่อนจะมีภาคต่อตามออกมาคือ Moana 2 ในปี 2024 รวมเป็นแอนิเมชันทั้งหมด 2 ภาค

จากนั้นดิสนีย์ตัดสินใจนำภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับมาสร้างใหม่ในเวอร์ชันคนแสดง เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของแฟรนไชส์ โดยมี “ดเวย์น จอห์นสัน” (Dwayne Johnson) ขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง เพื่ออุทิศให้แก่ High Chief Peter Maivia คุณตาผู้ล่วงลับของเขา ขณะที่บท “โมอาน่า” ทีมงานต้องคัดเลือกอย่างมาราธอนจากคลิปออดิชันกว่า 32,000 คลิปทั่วโลก จนได้ “แคทเธอรีน ลากาอายา” (Catherine Laga’aia) สาวน้อยเชื้อสายซามัววัย 16 ปี มารับบทนำ

การผจญภัยของ โมอาน่า เด็กสาวผู้รักการเดินเรือ และได้รับเลือกจากมหาสมุทรให้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ เธอต้องฝ่าฝืนกฎเหล็กของพ่อ เพื่อเดินทางข้ามแนวปะการังออกสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ไปตามหากึ่งเทพผู้พิทักษ์จินตนาการอย่าง มาวอิ เพื่อร่วมมือกันนำ “หัวใจแห่งเทฟิติ” กลับคืนสู่ที่เดิม และหยุดยั้งภัยพิบัติทมิฬที่กำลังกัดกินเกาะโมทูนุยบ้านเกิดของเธอ

“แคทเธอรีน ลากาอายา” สาวน้อยผู้รับบท โมอาน่า คือดาวเด่นที่แท้จริง สื่ออเมริกาทุกสำนักเห็นตรงกันว่า เธอถ่ายทอดจิตวิญญาณ ความมุ่งมั่น และเสียงร้องของโมอาน่าออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เป็นธรรมชาติ และแบกหนังไว้ได้ทั้งเรื่อง

หนังใช้บทเพลงฮิตระดับขึ้นหิ้งของเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นที่ยังคงทรงพลังอย่าง “How Far I’ll Go” ทำหน้าที่สร้างความตื้นตัน และเรียกน้ำตาจากผู้ชมได้ดีเช่นเคย รวมทั้งเพลงจังหวะสนุก ๆ ของมาวอิ “You’re Welcome” ที่สร้างสีสันได้เป็นอย่างดี

ภาพยนตร์มอบความบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม การผสมผสานเทคนิค CGI เข้ากับนักแสดงทำได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ บทเพลงดั้งเดิมของ ลิน-มานูเอล มิรันดา ยังคงทำหน้าที่สะกดใจคนดูได้อยู่หมัด การใช้นักแสดงที่มีเชื้อสายโพลินีเซียน และซามัวจริง ๆ ช่วยเติมเต็มความสมจริง และเคารพรากเหง้าวัฒนธรรมแปซิฟิก

อย่างไรก็ดี มีส่วนที่เหล่านักรีวิวหนังเสียงแตกเป็น 2 ขั้ว คนที่ชื่นชอบยกย่องว่า นี่เป็นงานไลฟ์แอ็คชั่นที่ให้ความเคารพต้นฉบับสุด ๆ แทบจะทำออกมาตรงแบบเฟรมต่อเฟรมเลย แต่ขั้วตรงข้ามมองว่า นี่คืองาน “ก๊อปปี้แบบ 1:1” ที่สร้างขึ้นมาเพื่อหวังผลกำไรมากกว่าเหตุผลทางศิลปะ ไม่มีไอเดียใหม่ ๆ อะไรเลย ไม่มีการขยายปูมหลัง หรือตำนานเทพปกรณัมเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ส่วนฉากท้องทะเลและสิ่งมีชีวิตแฟนตาซี หลายส่วนถูกลดทอนเสน่ห์ลง เมื่อถูกปรับมาเป็นไลฟ์แอ็กชัน ทำให้ภาพดูคล้ายโฆษณาท่องเที่ยวมากกว่าโลกแห่งดิสนีย์

และที่น่าเสียดายคือการแสดงของ ดเวย์น จอห์นสัน ที่ดูขาดพลังไปหน่อยภายใต้ชุดกล้ามเนื้อปลอมหนัก 40 ปอนด์

4/5
คุ้มค่าสำหรับแฟนคลับดิสนีย์ และการมาชมแบบครอบครัว แต่ไม่มีอะไรแปลกใหม่ หากคุณกำลังหาหนังที่พาครอบครัว จูงมือลูก ๆ หลาน ๆ มาดูได้แบบไร้พิษภัย ฟังเพลงเพราะ ๆ ที่คิดถึง ชมการแสดงอันที่มีเสน่ห์ของแคทเธอรีน ภาพยนตร์เรื่องนี้ตอบโจทย์และมอบความสุขให้คุณได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังที่คาดหวังความแปลกใหม่ อาจจะยังไม่ใช่เรื่องนี้

หมีเช