“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามมุมมองกฎหมายเส้นทางคดีนี้จะชี้ไปถึงผู้รับผิดชอบคนใดบ้าง นายนิติศักดิ์  มีขวด  ในฐานะทนายความ  ให้ความเห็นว่า  ร้านดังกล่าว(ขออนุญาตเป็นร้านอาหาร จำหน่ายเครื่องดื่ม และมีดนตรีสด ไม่ได้ขออนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ) จากที่ติดตามยังไม่สรุปแน่ชัดถึง“สาเหตุ”แท้จริง ซึ่งบางกรแสระบุเพลิงไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจร 

ถ้าเป็นสาเหตุนี้จริง เจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการ และเป็นผู้ครอบครองดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร้าน ต้องมีหน้าที่ตรวจตราถึงความพร้อมการใช้งานของระบบไฟฟ้าเคร่งครัด  เนื่องจากระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นทรัพย์ที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ

หากเจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการ และเป็นผู้ครอบครองดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร้าน ไม่ได้ตรวจตราดูก็ต้อง“รับผิด”ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากทรัพย์ดังกล่าว “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย”ที่จะยกขึ้นอาจเพื่อยกเว้นความผิดได้  ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 467/2557 ได้แก่ เจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการ

สำหรับข้อหาและโทษที่เกี่ยวข้อง เมื่อข้อเท็จจริงตามข่าวปรากฏว่าเจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการและเป็นผู้ครอบครองดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในร้าน ปล่อยปละละเลยไม่ดูแลตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นทรัพย์อันตราย หรือมีการตรวจสอบ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และเจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่ไม่ได้ใช้ให้เพียงพอ และข้อเท็จจริงปรากฏตามภาพข่าวว่า ทางหนีไฟหรือประตูทางออกได้มีสิ่งกีดขวางไม่พร้อมใช้งาน

ยิ่งถือว่าเป็นการประมาทอย่างร้ายแรง เจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการไม่สามารถอ้างถึงเหตุสุดวิสัยเพื่อให้ตนพ้นผิดได้   และเหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก การกระทำของเจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำอาญาและต้องรับผิดทางแพ่ง ดังนี้

“โทษในทางอาญา” ตามประมวลกฎหมายอาญา

 -ฐานความประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

ฐานประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ มาตรา 225 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย หรือการกระทำโดยประมาทนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตของบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ความรับผิดในทางแพ่ง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

-กรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จนให้เกิดไฟไหม้หรือเพลิงไหม้ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากกระทำที่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ตามมาตรา 420 

-หากเจ้าของ ลูกจ้าง หรือบุคคลใดๆ มีส่วนร่วมจงใจหรือประมาทเลินเล่อ จนให้เกิดไฟไหม้หรือเพลิงไหม้ เป็นกรณีที่มีบุคคลหลายคนร่วมกันทำละเมิด จะต้องร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นตามมาตรา 432

-ผู้เสียหาย ผู้สืบสันดานของผู้เสียชีวิต คู่สมรสหรือบิดามารดาของผู้เสียชีวิต สามารถเรียก“ค่าทดแทนหรือค่าเสียหายทางแพ่ง” จากเจ้าของหรือผู้บริหารดำเนินกิจการ พนักงานหรือบุคคลกระทำการใดๆ ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ตามาตรา 443-444 ได้ ดังนี้

(1) ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ (กรณีเสียชีวิต)

(2) ค่าขาดไร้อุปการะ (กรณีเสียชีวิต)

(3) ค่ารักษาพยาบาล

(4) ค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ในระหว่างที่ไม่สามารถทำงานหรือประกอบอาชีพได้ รวมถึงอนาคต     

ทั้งนี้ ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงเจ้าของร้านหรือผู้บริหารดำเนินกิจการได้เสียชีวิต ความรับผิดทางอาญาก็จะ“ระงับ”ไป  แต่ความรับผิดทางแพ่งก็ยังคงอยู่  ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีเรียกจากทายาทของเจ้าของร้าน หรือผู้บริหารดำเนินกิจการได้

สำหรับแนวฎีกาที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง คดีในอดีตอย่าง คำพิพากษาฎีกาที่ 8565 – 8566/2558 (คดีซานติก้าผับ) คดีดังกล่าวศาลพิพากษาว่า จำเลยที่ 1(ผู้บริหารดำเนินกิจการตามความเป็นจริง) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 , 300  จำเลยที่ 6(บริษัทจำกัด)  และที่ 7(กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 6) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300

การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษ“หนักที่สุด”ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 คนละ 3 ปี ให้ปรับจำเลยที่ 6 จำนวน 20,000 บาท หากจำเลยที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

ข้อหาอื่นนอกจากนี้และคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ยก กับให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 4 และที่ 5 เป็นเงิน 1,540,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 6 เป็นเงิน 1,540,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 7 และที่ 8 เป็นเงิน 2,040,000 บาท

ข้อสังเกต จากเหตุการณ์ที่ปรากฏในข่าวหากพิจารณาจากสภาพของร้านแล้ว เข้าข่ายเป็นการประกอบสถานบริการตาม พ.ร.บ.สถานบริการฯ แต่ไม่ได้ขออนุญาตเปิดสถานบริการเพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดให้เปิดสถาน จะเป็นกรณีการใช้“ช่องว่าง”ทางกฎหมาย โดยเลี่ยงการขออนุญาตเปิดเป็นสถานบริการหรือไม่นั้น  ยังคงต้องตรวจสอบกันต่อ 

นอกจากนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบยังต้องตรวจสอบเชิงลึกไปว่าร้านได้ขออนุญาตต่างๆที่เกี่ยวข้อง หรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมต่อเติมอาคารโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะหากปรากฏว่ามีการต่อเติมอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาต จะมีความผิดอีกหลายกระทง  หากเจ้าหน้าที่ราชการหรือหน่วยงานของงรัฐที่รับผิดชอบในการตรวจสอบอนุญาตให้ใช้สถานที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็อาจเข้าข่ายกระทำความผิดกับเจ้าของร้านหรือเจ้าของอาคารได้.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน