คดีความใหม่ที่กล่าวอ้างว่า บริษัท เมตา แพลตฟอร์มส์ พึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่เลือกปฏิบัติ เพื่อเลิกจ้างพนักงาน เน้นย้ำถึงปัญหาที่คนงานต้องเผชิญในการฟ้องร้องนายจ้างเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ รวมถึงการพิสูจน์ว่ามันถูกนำไปใช้อย่างไร


คดีดังกล่าวช่วยแสดงให้เห็นว่า กระแสการฟ้องร้องการจ้างงานเกี่ยวกับการใช้เอไอที่คาดการณ์ไว้อย่างกว้างขวาง “ยังไม่เกิดขึ้น” ซึ่งผู้สันทัดกรณีด้านกฎหมายกล่าวว่า พนักงานมักมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับวิธีการใช้ระบบเอไอในสถานที่ทำงาน และหลายคนยังลงนามสละสิทธิฟ้องร้องในศาล โดยตกลงที่จะแก้ไขข้อพิพาทในที่ทำงานผ่านกระบวนการส่วนตัวที่เรียกว่า “อนุญาโตตุลาการ” ซึ่งอาจทำให้ข้อเรียกร้องข้างต้นไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเปิดเผยต่อสาธารณชน


ในการตัดสินเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งปฏิเสธที่จะขัดขวางไม่ให้เมตาเลิกจ้างพนักงาน 26 ที่ฟ้องร้อง นายวิลเลียม ออร์ริก ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ ระบุถึงอุปสรรคสำคัญสำหรับฝ่ายโจทก์ที่กล่าวหาว่า เอไอเลือกปฏิบัติต่อพวกเขา นั่นคือ พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องที่เหตุการณ์เกิดขึ้น


นั่นหมายความว่า คนงานอย่างเช่นพนักงานของเมตา ที่อ้างว่าพวกเขาตกเป็นเป้าหมายของการเลิกจ้าง เพราะพวกเขามีความพิการ ลาป่วย หรือลางานเพื่อดูแลครอบครัว มักจะไม่สามารถรวบรวมหลักฐานการกระทำผิดที่จำเป็นต่อการชนะคดีในศาลได้อย่างรวดเร็ว


นอกจากนี้ พวกเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกประการหนึ่ง คือ โจทก์ถูกผูกมัดด้วยข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ ซึ่งหมายความว่า พวกเขาไม่สามารถรวมตัวในการดำเนินคดีแบบกลุ่ม นำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของคณะลูกขุน หรือผลักดันการยุติคดีความมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพิจารณาคดีโดยเปิดเผยได้


โดยทั่วไปแล้ว บริษัทต่าง ๆ มักเลือกใช้อนุญาโตตุลาการ ด้วยเหตุผลว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วและถูกกว่าการขึ้นศาล ขณะที่ผู้สนับสนุนแรงงานกล่าวว่า กระบวนการนี้มักเอื้อประโยชน์ต่อนายจ้าง และทำให้คนงานไม่กล้ายื่นฟ้องร้อง อีกทั้งกระบวนการอนุญาโตตุลาการยังเป็นความลับ ดังนั้นมันจึงสามารถปกปิดหลักฐานที่ไม่เป็นประโยชน์ที่ค้นพบในแต่ละกรณี จากการเปิดเผยในวงกว้าง


อนึ่ง ฝ่ายโจทก์ในคดีฟ้องร้องเมตา กล่าวอ้างว่าในการคัดเลือกตำแหน่งงานที่จะปรับลดพนักงาน เมตาใช้เครื่องมือเอไอที่ติดตามประสิทธิภาพการทำงาน และการใช้ “โทเคนเอไอ” ซึ่งเป็นหน่วยวัดการใช้งานเอไอ ส่งผลให้คนที่ลาหยุดงานเนื่องจากปัญหาสุขภาพหรือการดูแลสมาชิกในครอบครัว เกิดความเสียเปรียบ


อย่างไรก็ตาม เมตาระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาล และออกแถลงการณ์ชี้แจงสังคม เพื่อตอบโต้คำฟ้องว่า มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมดเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานเกือบ 8,000 คน ซึ่งบริษัทประกาศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้เอไอเป็นพื้นฐานในการระบุตัวพนักงานที่จะเลิกจ้าง หรือดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติงาน


ทั้งนี้ ออร์ริกกล่าวในคำตัดสินว่า เขาจำเป็นต้องรับฟังคำกล่าวของเมตา เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถแสดงหลักฐานใด ๆ เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวอ้างเหล่านั้นได้


ขณะที่ทนายความฝ่ายโจทก์ กล่าวในแถลงการณ์ร่วซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะว่า พวกเขายอมรับถึงอุปสรรคที่เผชิญในการรวบรวมหลักฐาน และเรียกร้องให้พนักงานเมตาทั้งในอดีตและปัจจุบันติดต่อพวกเขา หากทราบถึงวิธีการใช้เอไอในกระบวนการคัดเลือก โดยให้เหตุผลว่า เมตามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS