มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ผ่านไปแล้ว ขณะที่การแข่งขันฤดูกาลใหม่ก็ยังมาไม่ถึง แต่ระหว่างนี้แฟนบอลก็ยังได้ลุ้นไปกับตลาดซื้อขายนักเตะพรีเมียร์ลีกที่จะเปิดให้แต่ละสโมสรปรับปรับเปลี่ยนขุมกำลังกันได้ไปจนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน เวลา 23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นหรือ 05.00 น. ตามเวลาไทย

อำนาจทางการเงินของพรีเมียร์ลีกนั้นยิ่งใหญ่ไม่มีใครเทียบ ถึงนาทีนี้ ทีมในลีกสูงสุดของอังกฤษลงทุนรวมกันไปแล้วมากกว่า 1.4 พันล้านปอนด์ในการซื้อผู้เล่นใหม่ช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งมากกว่า 76 สโมสรทั้งจากบุนเดสลีกา, ลา ลีกา, ลีกเอิง และเซเรีย อา รวมกันประมาณ 303 ล้านปอนด์

ตัวเลขเหล่านี้เป็นยอดใช้จ่ายรวม จึงไม่ได้คำนึงถึงผู้เล่นที่ขายออกไปเพื่อช่วยปรับสมดุลทางบัญชี แต่หากนำส่วนนี้มาพิจารณาจะยิ่งทำให้ช่องว่างชัดเจนขึ้น สโมสรในลีกเอิงและบุนเดสลีกามีเงินคงเหลือจากการซื้อขายผู้เล่นอยู่ที่บวก 203.4 ล้านปอนด์และบวก 72.2 ล้านปอนด์ตามลำดับ ในขณะที่ลา ลีกา ใช้จ่ายมากกว่าที่ได้รับ 163.1 ล้านปอนด์ และเซเรีย อา 124.1 ล้านปอนด์ กระนั้นก็ยังห่างไกลจากยอดซื้อสุทธิของพรีเมียร์ลีกที่ 523.6 ล้านปอนด์

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาหลายปี สิ่งที่น่ากังวลสำหรับทีมต่างๆ ทั่วทวีปยุโรปคือ ช่องว่างระหว่างพรีเมียร์ลีกกับลีกอื่นๆ กำลังกว้างขึ้นออกไปอีก เห็นได้จากถ้วยยุโรปฤดูกาลที่ผ่านมา แอสตัน วิลลา คว้าแชมป์ยูโรปา ลีก, คริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์ยูฟา คอนเฟอเรนซ์ลีก และ อาร์เซนอล ก็เกือบได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ถ้าไม่ไปแพ้จุดโทษในรอบชิงชนะเลิศเสียก่อน

แม้ทุ่มเงินกันไปมหาศาล แต่เทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ทีมชั้นนำของอังกฤษยังใช้เงินไปน้อยกว่าฤดูกาล 2025-26 ประมาณ 230 ล้านปอนด์ แต่มีเพียง 25 ดีลเท่านั้นที่เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 กรกฎาคม (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สัญญาใหม่มักเริ่มต้น ทำให้การย้ายทีมที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้ามักจะเสร็จสิ้นในช่วงเวลานั้น) ซึ่งน้อยกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของ 47 ดีลที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันของฤดูร้อนปีที่แล้ว นั่นอาจเพราะการขยายการแข่งขันฟุตบอลโลกอาจทำให้บางดีลล่าช้า ส่งผลให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายในการซื้อขายนักเตะที่อาจค้างอยู่และจะถูกบันทึกในบัญชีล่าช้า

ถ้าลองประเมินแต่ละสโมสรจะเห็นแนวโน้มว่าทำไมทีมส่วนใหญ่จึงอาจยังคงใช้จ่ายต่อไป
แอสตัน วิลลา, ไบรท์ตัน และท็อตแนม ฮอทสเปอร์ ใช้เงินไปแล้วมากกว่ายอดรวมของการซื้อขายนักเตะทั้งหมดของตนในฤดูร้อนปี 2025

แต่ อูไน เอเมรี มีเงินเหลือเฟือถึง 109.6 ล้านปอนด์ หลังจากปล่อย มอร์แกน โรเจอร์ส และยูริ ตีเลอมันส์ ด้าน ไบรท์ตัน ต้องการเสริมทัพเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับถ้วยคอนเฟอเรนซ์ ลีก และ ท็อตแนม หวังที่จะพัฒนาผลงานจากอันดับที่ 17 สองฤดูกาลติดต่อกัน เชื่อว่าการซื้อขายของพวกเขายังไม่เสร็จสิ้น แม้ใช้เงินไปมากกว่าช่วงซัมเมอร์ที่แล้วก็ตาม โดยใช้เงินสุทธิ 149.7 ล้านปอนด์ สูงที่สุดในบรรดาลีกใหญ่ 5 ลีกของยุโรป ด้วยการสอย ซานโดร โทนาลี, มาเตอุส แฟร์นันด์ส และ แยน ปอล ฟาน เฮคเค เป็น 3 ดาวเตะหลัก

เชลซี ก็ใช้เงินสุทธิมากกว่าปีที่แล้วเช่นกัน แม้กระทั่งก่อนการคว้าตัว แม็กซีน ลาครัวซ์ จากคริสตัล พาเลซ จะเสร็จสิ้น พวกเขายังเซ็นสัญญา แดนนี เวลเบ็ค และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เชลซีได้ลงทุนในนักเตะใหม่มากกว่าที่พวกเขาทำในวันเดียวกันของปีก่อนไปเรียบร้อย เช่นเดียวกับเอฟเวอร์ตัน, ฟูแลม แมนเชสเตอร์ ซิตี และ นิวคาสเซิล ซึ่งทั้งหมดอาจมีผู้เล่นใหม่เข้ามาเสริมทีมอีก

นอกจากนี้ยังมีสโมสรอื่นๆ ที่กำลังทำงานหนัก ทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาทั้งสามทีมเพิ่งใช้เงินไปเพียง 8 ล้านปอนด์มากกว่าที่ซันเดอร์แลนด์ใช้ไปในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ที่เสริมผู้เล่นใหม่ถึง 18 คนเมื่อปีก่อน ขณะที่ทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาพร้อมกันอย่างเบิร์นลีย์ (15) และลีดส์ (11) ก็เสริมผู้เล่นใหม่เป็นเลขสองหลัก ด้วยมาตรฐานเหล่านี้ อิปสวิช (ผู้เล่นใหม่ 7 คน), ฮัลล์ (4) และโคเวนทรี (3) ยังต้องเสริมทัพอีกร้อยเปอร์เซ็นต์

ในทางตรงกันข้าม อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้เงินรวมกันน้อยกว่า 2 ใน 3 ของพันล้านปอนด์ในการซื้อผู้เล่นใหม่เมื่อเทียบกับฤดูร้อนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดีแม้ยังไม่คึกคัก แต่เชื่อขนมกินได้ว่าอีกราว 1 เดือน ทั้งหมดจะลุยเสริมทัพกันแบบเต็มสูบ

สำหรับบางสโมสรยังไม่ได้ทุ่มเงินซื้อตัวนักเตะ แต่เป็นไปได้ยากที่คริสตัล พาเลซ, น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และซันเดอร์แลนด์ จะทิ้งช่วงเวลานี้ให้สูญเปล่าโดยไม่เสียเงินซื้อนักเตะเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ พาเลซและซันเดอร์แลนด์ จะลงเล่นในรายการยุโรป การไม่ลงทุนซื้อตัวนักเตะถือเป็นความผิดพลาด ส่วนฟอเรสต์ มีความกระหายที่จะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหลังจากที่เอลเลียต แอนเดอร์สัน ย้ายออกไปด้วยค่าตัวมหาศาล

ซัมเมอร์ปีที่แล้ว สโมสรชั้นนำของอังกฤษใช้เงินรวมกันในการซื้อผู้เล่น 3.1 พันล้านปอนด์ แต่ถึงตอนนี้ พวกเขาเพิ่งใช้ไปแค่ 1.4 พันล้านปอนด์นับว่าไม่ถึงครึ่งทางเสียด้วยซ้ำ

อีกทั้งถ้านับแค่สัปดาห์สุดท้ายก่อนตลาดปิดปีก่อน ทีมพรีเมียร์ลีกทุ่มซื้อกันมากกว่า 600 ล้านปอนด์ ซึ่งเผลอๆ ปีนี้ก็น่าจะทุบสถิติเก่าแบบกระจุยกระจายเลยก็เป็นได้.

เฮียเอง