หลังจากแซงหน้าสิงคโปร์อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นศูนย์กลางศูนย์ข้อมูลที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค มาเลเซียกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากการถกเถียงเรื่องทรัพยากรที่ทำให้การเติบโของอุตสาหกรรมซับซ้อนขึ้น แพร่หลายในทวีปเอเชียที่กำลังพัฒนา
การประท้วงต่อต้านศูนย์ข้อมูลในรัฐยะโฮร์ ทางใต้สุดของมาเลเซีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการประท้วงรูปแบบนี้เป็นครั้งแรกในประเทศ ขณะที่ในรัฐสลังงอร์ ซึ่งเป็นรัฐที่ร่ำรวยและมีประชากรมากที่สุด การถกเถียงเกี่ยวกับภาระที่เกิดขึ้นกับชุมชน กลายเป็นประเด็นทางการเมือง
“เมื่อสองปีก่อน มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างกำลังการผลิต แต่ในตอนนี้ การสนทนากลายเป็นว่า คุณจะใช้พลังงานอย่างไร คุณกำลังพิจารณาพลังงานหมุนเวียนหรือไม่ พวกเขาต้องการเห็นว่าคุณจะเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบได้อย่างไร” นายเชียม ตัต อินน์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท อีควินิกซ์ สาขามาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลจากสหรัฐ กล่าว

การสร้างศูนย์ข้อมูลนับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองสำหรับประเทศและภูมิภาคนี้ ซึ่งพยายามอย่างหนักเพื่อแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) โดยเสนอที่ดินในราคาถูกกว่า และพลังงานในราคาไม่แพง
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้เอเชียอยู่ในจุดเดียวกับศูนย์กลางศูนย์ข้อมูลของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์ เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมนี้ เริ่มก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันเพื่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ากับบ้านเรือนและฟาร์ม
กระนั้น ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษระดับโลก หรือ “ไฮเปอร์สเกลเลอร์” (hyperscaler) ร่วมกับผู้พัฒนาและผู้ดำเนินการศูนย์ข้อมูล กำลังผลักดันการลงทุนครั้งใหญ่ เพื่อรองรับบริการเอไอที่ต้องการกำลังการประมวลผลมากขึ้น แต่เน้นย้ำถึงความยั่งยืนเพื่อช่วยสร้าง “ใบอนุญาตทางสังคม” จากชุมชนท้องถิ่น เช่นเดียวกับรัฐบาลที่เพิ่มความเข้มงวดของมาตรฐาน เพื่อรักษาการสนับสนุนจากประชาชน
อนึ่ง โครงการศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในรัฐยะโฮร์ ต้องแสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดหาไฟฟ้า โดยพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการอนุมัติ หลังจากเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว รัฐยะโฮร์ประกาศแบนโครงการศูนย์ข้อมูล 2 ประเภท เนื่องจากการใช้น้ำปริมาณมากถึง 50 ล้านลิตรต่อวัน
แม้รัฐสลังงอร์ไม่ได้ห้ามข้อเสนอโครงการใด ๆ ในทันที แต่ทางการดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ โดยหัวใจสำคัญของแนวทางนี้คือ การกำหนดให้มีส่วนประกอบภายในประเทศ 30% ในด้านต่าง ๆ เช่น การออกแบบวงจรรวม และระบบระบายความร้อน
นายนิโคลัส ตวน ผู้อำนวยการบริษัท ซาวิลส์ กล่าวว่า การที่มาเลเซียดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้การลงทุนอาจเริ่มไหลไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น ประเทศไทย
“แต่ในขณะเดียวกัน รัฐยะโฮร์ยังคงมีความน่าดึงดูดใจในฐานะ ‘หนึ่งในพื้นที่ที่มีเสถียรภาพมากที่สุด’ ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนจากรัฐบาล และความพร้อมของทรัพยากร” ตวน กล่าวทิ้งท้าย.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



