ทุกวันนี้ปฎิเสธไม่ได้ หากจะมีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน? เมื่อกระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กำลังหลั่งไหลเข้ามา พร้อมเงินลงทุนมหาศาล
ขณะที่รัฐบาลได้หมายมั่นปั้นมือที่จะให้อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
แต่เบื้องหลังของโอกาสทางเศรษฐกิจเหล่านั้น ยังมีคำถามสำคัญในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของไฟฟ้า ระบบน้ำ และสิ่งแวดล้อม ที่ต้องหาคำตอบให้ชัดเจน
บีโอไอ หรือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้แจกแจงข้อมูลของการให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ ระหว่างปี 2567-2569 จำนวน 42 โครงการ ทั้งหมดมีกำลังการประมวลผล หรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 750,000 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ปรากกฎว่า เป็นกลุ่มบริษัทของไทยมากที่สุด 15 โครงการ รองลงมา เป็นบริษัทเทคโนโลยีของจีน 10 โครงการ, สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ, ญี่ปุ่น 2 โครงการ, มาเลเซีย-ฮ่องกง 1 โครงการ และนักลงทุนสัญชาติอื่นอีก 5 โครงการ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส
จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่บรรดาภาคประชาสังคม จะตั้งคำถามว่า ศักยภาพของไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการเป็นฐานของอุตสาหกรรมนี้มากน้อยแค่ไหน
แม้ตัวเลขเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทดูสวยงามมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าเงินลงทุน กับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในประเทศ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ดาต้าเซ็นเตอร์… มีข้อดีตรงที่ใช้เทคโนโลยีสูง มีการลงทุนในระบบไฟฟ้า ระบบเครือข่าย อุปกรณ์วิศวกรรม ระบบรักษาความปลอดภัย และบริการคลาวด์
แต่ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้ใช้แรงงานจำนวนมากเท่ากับโรงงานขนาดใหญ่ หากไทยวัดความสำเร็จจาก ยอดลงทุน เพียงอย่างเดียว อาจเกิดภาพลวงตาว่าเศรษฐกิจได้รับประโยชน์มหาศาล
สารพัดสารเพคำถามจากสังคม ทำให้รัฐบาลต้องเบรกเอี๊ยด! กันทันที โดยการตั้งคณะกรรมการหรือบอร์ด ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับชาติ ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามาวางทิศทางและกรอบการกำกับดูแล
บอร์ดดาต้าฯ แห่งชาติ นี้ มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีเลขาธิการบีโอไอ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะกรรมการ รวม 19 คน มีภารกิจสำคัญในการเสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ส่งเสริมการลงทุน และให้บริการแก่ผู้ประกอบการดาต้าฯ ต่อครม.
นี่จึงไม่ใช่เพียงการตั้งคณะกรรมการอีกหนึ่งชุด แต่สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐอย่างชัดเจน จากเดิมที่การอนุมัติ การส่งเสริมการลงทุน พลังงาน น้ำ การก่อสร้าง และการกำกับด้านโทรคมนาคมอยู่ในมือหลายหน่วยงาน กำลังจะถูกนำมามองผ่านภาพเดียวกัน
เพราะ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไม่ใช่ธุรกิจธรรมดา แต่เป็นธุรกิจที่แตะทั้ง เศรษฐกิจ พลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความมั่นคงของประเทศ
ด้วยวงเงินที่มาถคง 7.5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐต้องคิดใหม่ ไม่สามารถปล่อยให้เดินไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
มองด้านหนึ่ง นี่คือความสำเร็จ เพราะไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค
แต่เมื่อมองอีกด้าน ตัวเลขเดียวกันกำลังกลายเป็นสัญญาณเตือน เพราะดาต้า เซ็นเตอร์ไม่ได้ใช้เพียงเงินลงทุน แต่ใช้ ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ระบบสายส่ง ระบบสื่อสาร และทรัพยากรของประเทศ
ดังนั้น ยิ่งลงทุนมากเท่าไร รัฐยิ่งต้องตอบให้ได้ว่าต้นทุนที่ประเทศต้องรับคือเท่าไร และผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับกลับมาคุ้มกันหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ กติกาในการให้การส่งเสริมจึงจะถูกเปลี่ยนไป โดยไม่ได้ดูแค่เงินลงทุนอีกต่อไป แต่จะเน้นไปใน 4 ด้าน ทั้งประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ ทั้งความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงานที่จะกลายเป็นหัวใจหลักของกติกาใหม่ รวมถึงความพร้อมของแหล่งน้ำ และสุดท้ายคือเรื่องของชุมชน ที่จะไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คาร์บอน์ ฟุตปริ้นท์ เท่านั้น
นั่นหมายความว่า จากนี้ไปดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคตอาจต้องถูกคิดแบบอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าธุรกิจไอทีทั่วไป
ทั้งหมด! จึงต้องมาดูกันต่อไปว่าการปรับทิศหลักคิด ในครั้งนี้ จะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่เอกชนแย่งกันที่จะเลือกมาลงทุน แทนที่การออกไปแย่งเอกชนให้มาลงทุน ได้มากน้อยเพียงใด?
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



