หนี้สาธารณะรวมของสหรัฐพุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,312.74 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตามข้อมูลปรับปรุงล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ สะท้อนปัญหาการคลังของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์ว่า การกู้ยืมในระดับสูงการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและนโยบายลดภาษี อาจกลายเป็นส่วนผสมที่ผลักดันสหรัฐเข้าสู่วิกฤติการคลังในระยะยาว
ระดับหนี้ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 2020 โดยเฉพาะในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อเดือนม.ค. 2568 แม้รัฐบาลทรัมป์จะประกาศให้การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของสมัยที่สองก็ตาม
สำนักงานประสิทธิภาพรัฐบาล หรือดอจ (DOGE) ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ใช้เป็นกลไกในการลดขนาดและค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง มีการปรับลดตำแหน่งงานของรัฐบาลกลางราว 250,000-350,000 ตำแหน่ง รวมถึงลดความช่วยเหลือจากสหรัฐไปยังต่างประเทศตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่ความพยายามดังกล่าวยังไม่สามารถชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้รัฐบาลกลางได้อย่างมีนัยสำคัญ
เดิมทีสำนักงานงบประมาณสภาคองเกรสสหรัฐ หรือซีบีโอคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนพ.ค. 2566 ว่าหนี้สหรัฐจะทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,312.74 ล้านล้านบาท) ในปี 2571 แต่สถานการณ์จริงกลับมาถึงระดับดังกล่าวเร็วกว่าคาดถึงราว 2 ปี
หนี้ระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,312.74 ล้านล้านบาท) ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบัญชีของรัฐบาลเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ และท้ายที่สุดจะตกเป็นภาระของประชาชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นถึงความเร็วในการสะสมหนี้ที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน โดยหนี้รวมของสหรัฐซึ่งครอบคลุม ทั้งหนี้ที่รัฐบาลเป็นหนี้บุคคลหรือหน่วยงานภายนอก และหนี้ที่รัฐบาลเป็นหนี้ระหว่างหน่วยงานของตนเองเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่เดือนม.ค. 2560 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของทรัมป์ ตอนนั้นหนี้สหรัฐอยู่ที่ประมาณ 19.95 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 654.73 ล้านล้านบาท)
ตลอดการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 7.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 255.98 ล้านล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะที่นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สองเมื่อเดือนม.ค. 2568 หนี้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 124.71 ล้านล้านบาท) ทำให้หนี้ที่เพิ่มขึ้นตลอดสองสมัยของทรัมป์ รวมกันอยู่ที่ประมาณ 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 380.70 ล้านล้านบาท)
ส่วนในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ระหว่างปี 2564-2568 หนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 8.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 275.67 ล้านล้านบาท) เนื่องจากรัฐบาลยังคงกู้ยืมและใช้จ่ายในระดับสูงทั้งเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการแพร่ระบาด รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการอุดหนุนพลังงานสะอาด
ที่น่าจับตาคือหนี้สหรัฐเพิ่งแตะระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,279.92 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา แต่ใช้เวลาไม่ถึง 5 เดือนในการเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.82 ล้านล้านบาท) สะท้อนอัตราการก่อหนี้ที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก
เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตสหรัฐใช้เวลาเกือบ 200 ปีกว่าหนี้รวมของประเทศจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.82 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2524 แม้เมื่อปรับค่าเงินตามอัตราเงินเฟ้อแล้วหนี้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.82 ล้านล้านบาท) ในปีดังกล่าวจะมีมูลค่าราว 3.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 120.44 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบันก็ตาม
ขณะเดียวกัน ซีบีโอประเมินว่าหนี้สหรัฐจะเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 101% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้เป็น 120% ของจีดีพีภายในปี 2579 ซึ่งจะสูงกว่าสถิติเดิมที่ประมาณ 106% ของจีดีพีหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
การเพิ่มขึ้นของหนี้เป็นผลจากนโยบายของสหรัฐเอง ที่ต้องการทั้งการลดภาษีการขยายสวัสดิการและการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม แต่สหรัฐยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดดุลของโครงการประกันสังคมและโครงการเมดิแคร์ได้อย่างจริงจัง
อีกประเด็นสำคัญคือ ภาระหนี้ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นปัญหาที่รัฐบาลทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันเผชิญร่วมกัน โดยรัฐบาลหลายยุคไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้จากภาษี ได้เพียงพอที่จะปิดช่องว่างทางการคลัง
ในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสหรัฐเผชิญกับวิกฤติใหญ่สองครั้ง ที่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมและเพิ่มการใช้จ่ายครั้งแรกคือภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 2550-2552 และครั้งที่สองคือการแพร่ระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ระหว่างปี 2563-2566 โดยวิกฤติโรคโควิด-19 คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของหนี้ที่เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากรัฐบาลทั้งทรัมป์และไบเดนต่างเพิ่มการกู้ยืม เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ
นอกจากวิกฤติต่าง ๆ แล้ว โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญ สหรัฐใช้จ่ายประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 229.73 ล้านล้านบาท) ต่อปี โดยราว 60% เป็นค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคมเมดิแคร์และเมดิเคด รวมถึงสวัสดิการด้านสุขภาพและการดูแลทหารผ่านศึก ขณะที่ประชากรสูงวัยทำให้ภาระด้านเงินบำนาญ และการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายได้ของรัฐบาลไม่เพียงพอกับรายจ่ายดังกล่าว เช่นเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐจัดเก็บรายได้จากภาษีเงินได้บุคคลภาษีประกันสังคมภาษีนิติบุคคล และรายได้อื่น ๆ ได้ประมาณ 334,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10.96 ล้านล้านบาท) แต่กลับมีรายจ่ายสูงถึง 766,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25.14 ล้านล้านบาท) ในด้านประกันสังคม การประกันสุขภาพกลาโหม และดอกเบี้ยหนี้ หรือคิดเป็นเกือบสองเท่าของรายได้ที่จัดเก็บได้
อีกปัจจัยที่กำลังกลายเป็นภาระหนักขึ้น คือดอกเบี้ยหนี้ อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อหลังการแพร่ระบาด ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น

ปัจจุบัน รัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้ประมาณ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 36.10 ล้านล้านบาท) ต่อปี หรือสูงกว่างบประมาณด้านกลาโหมเล็กน้อย และในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยแซงหน้ารายจ่ายด้านประกันสุขภาพ และกลายเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่อันดับสองรองจากสวัสดิการบำนาญแล้ว
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าลดภาษีนิติบุคคลจาก 35% เหลือ 21% ซึ่งเคยใช้ในสมัยแรกเมื่อปี 2560 ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองจะออกกฎหมายเพิ่มเติมเมื่อปี 2568 เพื่อคงมาตรการลดภาษีดังกล่าวอย่างถาวร แม้กฎหมายนี้จะลดการใช้จ่ายเมดิเคดลงประมาณ 12% แต่ก็เพิ่มเพดานหนี้อีกเกือบ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 164.09 ล้านล้านบาท) เพื่อรองรับการดำเนินนโยบาย
ปัจจุบัน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้รัฐบาลกลาง ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลมีสัดส่วนเพียงประมาณ 9% เท่านั้น ทำให้ฐานรายได้ของรัฐบาลยังไม่เพียงพอที่จะรองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับโครงสร้างหนี้นั้นประมาณ 80% หรือราว 32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,050.19 ล้านล้านบาท) เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้จากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ประมาณ 21 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 689.19 ล้านล้านบาท) เป็นหนี้ที่ถือครองโดยเจ้าหนี้ภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงเฟด ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 4.528 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 148.60 ล้านล้านบาท) กองทุนรวม 5.195 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 170.50 ล้านล้านบาท)
กองทุนบำเหน็จบำนาญ 1.135 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37.25 ล้านล้านบาท) รัฐบาลท้องถิ่น 1.636 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 53.69 ล้านล้านบาท) ธนาคารพาณิชย์และสถาบันรับฝากเงิน 2.083 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 68.36 ล้านล้านบาท) รวมถึงบริษัทและผู้ให้กู้รายย่อยอื่น ๆ อีกประมาณ 6.660 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 218.57 ล้านล้านบาท)
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติถือครองหนี้สหรัฐในสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 5% ของหนี้รวมเมื่อปี 2513 เป็น 32% ในปี 2568 โดยในปีดังกล่าวสหรัฐเป็นหนี้ญี่ปุ่นประมาณ 1.203 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 39.48 ล้านล้านบาท) สหราชอาณาจักร 889,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29.18 ล้านล้านบาท) และจีน 683,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22.41 ล้านล้านบาท) รวมถึงเจ้าหนี้ต่างประเทศอีกมากกว่า 30 ราย
ส่วนอีกประมาณ 20% ของหนี้รวมหรือราว 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 262.55 ล้านล้านบาท) เป็นหนี้ระหว่างหน่วยงานของรัฐบาลเอง ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินโดยรวม ในลักษณะเดียวกับหนี้ที่รัฐบาลกู้จากนักลงทุนภายนอก
อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์กังวล ไม่ได้มีเพียงตัวเลขหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,312.74 ล้านล้านบาท) แต่คือแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้และต้นทุนในการบริหารหนี้ หากรัฐบาลยังคงกู้ยืมในระดับสูงต่อไป อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการลดลงของการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
ในปี 2569 คาดว่าสหรัฐจะต้องนำรายได้จากภาษีประมาณ 19% ไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้และสัดส่วนดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 20% ภายใน 10 ปี และสูงถึง 50% ภายใน 30 ปี แม้จะใช้สมมติฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นบวกมากที่สุดก็ตาม
หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง สภาคองเกรสอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการที่สร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ เช่นการขึ้นภาษี การลดสวัสดิการ หรือมาตรการรัดเข็มขัดด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่อาจต้องแบกรับภาระทางภาษีและหนี้สินของประเทศต่อไปอีกหลายทศวรรษ
ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจโลก หากเกิดวิกฤติทางการคลังอย่างรุนแรงย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินค่าเงินการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อรัฐบาลยังต้องการรักษานโยบายลดภาษีควบคู่กับการลดรายจ่ายบางส่วน ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าการใช้จ่ายด้านกลาโหมและมีภาระจากสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง
การที่หนี้สหรัฐทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,312.74 ล้านล้านบาท) จึงไม่ใช่เพียงสถิติใหม่ทางเศรษฐกิจ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และยิ่งรัฐบาลเลื่อนการตัดสินใจที่ยากลำบากออกไปมากเท่าใด การแก้ไขในอนาคตก็อาจยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้นเท่านั้น ทั้งสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐและสำหรับคนรุ่นต่อไปทั่วโลก.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



