รถไฟทางคู่สายใต้กำลังขยับเข้าใกล้ชายแดนมาเลเซีย เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม โครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางหาดใหญ่-สุไหงโก-ลก ระยะทาง 215 กม. พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการออกแบบ

ผลการศึกษาเบื้องต้นประเมินวงเงินลงทุน 36,890 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 36,041 ล้านบาท และค่าบริการที่ปรึกษา 849 ล้านบาท มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 10.47% และมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) 10,516 ล้านบาท

ตามแผน รฟท.จะศึกษาความเหมาะสมเสร็จในเดือน พ.ย.2569 จากนั้นปี 2570 จะออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปี 2571 เสนอขออนุมัติโครงการและรายงาน EIA พร้อมเปิดประกวดราคา ก่อนเริ่มก่อสร้างช่วงปี 2572-2576 ตั้งเป้าเปิดบริการปี 2577

แนวโครงการเริ่มจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ กม.928+580 ไปสิ้นสุดที่สถานีสุไหงโก-ลก กม.1,142+990 บริเวณสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโก-ลก ชายแดนไทย-มาเลเซีย ผ่าน 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวม 13 อำเภอ 51 ตำบล

มีทั้งหมด 26 สถานี 7 ที่หยุดรถ และจุดตัดรถไฟ 156 แห่ง ใช้ขนาดทาง 1 เมตร รองรับความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. รองรับทั้งผู้โดยสารและสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ และเชื่อมต่อระบบรางระหว่างไทยกับมาเลเซีย

ผลการศึกษาเบื้องต้นระบุว่าโครงการไม่มีเวนคืนที่ดิน แต่ประชาชนยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมทางรถไฟ

จากการรับฟังความคิดเห็น ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการ แต่ต้องการให้ รฟท.รับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง สำรวจและจัดทำฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นระบบ พร้อมประเมินผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงกำหนดมาตรการเยียวยา ชดเชย และฟื้นฟูคุณภาพชีวิตอย่างเป็นธรรม

การก่อสร้างและการเดินรถจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีบ้านเรือนอยู่ใกล้ทางรถไฟ

ด้านรูปแบบการก่อสร้าง จะพิจารณาระบบระบายน้ำ ช่องลอดน้ำ และแนวทางก่อสร้างสะพานบก เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ไม่ให้ทางรถไฟกีดขวางทางน้ำ  และช่วยให้เดินรถได้ไม่ติดขัดเมื่อเกิดน้ำท่วม  ส่วนเขตตัวเมืองยะลาและบริเวณสถานียะลา จะทำเป็นทางรถไฟยกระดับ เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจรในเมือง โดยได้หารือกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว

เส้นทางนี้มีเงื่อนไขแตกต่างจากรถไฟทางคู่ทั่วไป เนื่องจากอยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และในอดีตเคยเกิดเหตุรุนแรงบริเวณทางรถไฟ ที่ปรึกษาฯ จึงกำหนดให้ระบบความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของการวางรูปแบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ติดตั้งเพิ่มเติมภายหลัง

ประกอบด้วย รั้วกั้นตลอดเขตทางรถไฟ กล้อง CCTV อุปกรณ์และระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงการคัดกรองการเข้า-ออกสถานีและระบบจำหน่ายตั๋ว นอกจากนี้ ยังเตรียมโครงสร้างให้สามารถกู้คืนสภาพได้รวดเร็วหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้เส้นทางกลับมาเปิดเดินรถได้โดยเร็ว

การมีทางรถไฟ 2 ทางช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารเหตุฉุกเฉิน หากทางใดทางหนึ่งเสียหายหรือไม่สามารถใช้งานได้ สามารถปรับไปใช้ทางอีกด้านเพื่อรองรับการเดินรถ โดยมีจุดปรับทิศทางการเดินรถ ระบบควบคุมและสั่งการจากระยะไกล รวมถึงระบบสื่อสารและ Wi-Fi เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจการณ์และบริหารจัดการ

แม้มาตรการด้านความปลอดภัยจะเพิ่มต้นทุนโครงการ แต่ด้วยเงื่อนไขของพื้นที่ จึงต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณาควบคู่กับการก่อสร้างและการเดินรถ

เส้นทาง 215 กม. ต้องล็อกความปลอดภัยทุกจุด เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินและให้การเดินรถไม่สะดุด

***ห้ามคัดลอกเนื้อหาและภาพในบทความนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต