การ เมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่โหมด นิติสงคราม อีกระลอก สนามรบ อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ จากคดีบาร์โค้ด-QR Code บนบัตรเลือกตั้ง จากปัญหาเรื่องเทคนิค ขยับไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยศาลรัฐธรรมนูญลงพื้นที่เผชิญสืบในพื้นที่จริง
ล่าสุดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงพื้นที่สำนักงานเขตหลักสี่ ตรวจดูบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
เพื่อตรวจสอบว่า สิ่งที่ กกต. ชี้แจงต่อศาลนั้น สอด คล้องกับสภาพความเป็นจริงหรือไม่
นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ออกมายืนยันว่า กกต. มั่นใจตั้งแต่วันที่นำบาร์โค้ดลงบนกระดาษแล้วว่าไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่าการเผชิญสืบครั้งนี้น่าจะทำให้ศาลได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็น ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันที่ 11 กันยายน และนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 28 กันยายน
หัวใจของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ บาร์โค้ด เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่หลักการสำคัญของการเลือกตั้ง ที่กำหนดให้ ประชาชนต้องมั่นใจว่าคะแนนของตัวเองเป็นความลับ และไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงกลับไปได้ว่าใครเลือกใคร
แต่เมื่อนำเทคโนโลยีบาร์โค้ดมาอยู่บนบัตรเลือกตั้ง การออกแบบเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเลือกตั้งนั้น จะกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทางที่เห็นว่าการออกแบบบัตรมีปัญหาต่อหลักการเลือกตั้ง ผลสะเทือนย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่ กกต.
แต่จะพุ่งไปที่ ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบแค่ไหน? ใครต้องรับผิดชอบ? และความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกจัดการอย่างไร?
“นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่กำลังนั่งอยู่บน บัลลังก์สีน้ำเงิน จะมองว่าเรื่องนี้เป็นแค่คดีของ กกต. แล้วเดินผ่านไปเฉย ๆ คงไม่ได้ เพราะรัฐบาลมาจากผลการเลือกตั้ง ถ้าการเลือกตั้งถูกสั่งให้เป็นโมฆะ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ การเมืองจะเข้าสู่สุญญากาศ รัฐบาลจะกลายเป็นรัฐบาลรักษาการทันที
แต่หากศาลยกคำร้อง ก็ใช่ว่า กกต. จะเดินกลับบ้านแบบชิลชิล แล้วจบเรื่อง
เพราะสิ่งคาใจยังคงอยู่ว่า ทำไมบัตรเลือกตั้งจึงถูกออกแบบจนกลายเป็นประเด็นที่ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ? ระบบเลือกตั้งที่ดีไม่ควรทำให้ประชาชนต้องมานั่งสงสัยว่า “คะแนนของฉันถูกตรวจสอบย้อนกลับได้หรือเปล่า?”
ยิ่งลมร้อนการเมืองตอนนี้มีความหวาดระแวงวนอยู่รอบตัว ข้อกังขาแค่เล็กน้อยก็อาจถูกตีฟูเป็นแรงกระเพื่อมขนาดใหญ่ได้
ตอนนี้รัฐบาลไม่ได้เจอแรงกดดันจากสนามเดียว ฝ่ายค้านกำลังสุมไฟศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นฮั้ว สว. โกงสอบท้องถิ่น ยังถูกขุดคุ้ยไม่เลิก
คดีบาร์โค้ดจึงอาจกลายเป็น อีกหนึ่งระเบิดเวลาทางการเมือง ที่จะส่งแรงสะเทือนไปถึงรัฐบาลได้
การเลือกตั้งจะมีบัตรกี่แบบ ใช้เทคโนโลยีล้ำแค่ไหน หรือมีระบบตรวจสอบซับซ้อนเพียงใด ก็ไม่มีความหมาย หากประชาชนยังรู้สึกว่า “คะแนนของตัวเองอาจไม่ปลอดภัย”
วันที่ 28 กันยายน ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย ถือเป็นวัน ตัดเชือกการเมือง และสำหรับรัฐบาลสีน้ำเงิน
เพราะถ้าคำวินิจฉัยออกมาในมุมที่กระทบต่อผลการเลือกตั้ง แรงสั่นสะเทือนอาจวิ่งตรงจากบัตรเลือกตั้ง เข้าสู่สนามการเมืองแบบไม่ต้องมีใครเชิญ
สิ่งที่ถูกสแกนอาจไม่ใช่แค่บัตรเลือกตั้ง แต่จะต่อท่อยาวไป กระแทกบัลลังก์สีน้ำเงิน ทั้งระบบ.
“ดาวฤกษ์”



