ทว่ามุมมองจาก นายปิติ ตัณฑเกษม กรรมการสมาคมธนาคารไทย ที่เปิดเผยระหว่างงานสัมมนา“กระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองประชาชนจากภัยออนไลน์” จัดโดย ศาลอาญาไม่นานมานี้ สะท้อนข้อเท็จจริงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าโดยชี้ชัดว่าวิกฤตินี้ไม่ใช่เรื่องโจรทั่วไป แต่เป็นสงครามอาชญากรรมข้ามชาติระดับโครงสร้าง ที่กำลังอาศัยการ“เปิดกว้าง”ของประเทศไทยเป็น“อาวุธ”ย้อนกลับมาทำร้ายคนในประเทศเอง

พร้อมอธิบายจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยตกเป็นเป้าหมายสำคัญว่า เกิดจากความลงตัวทาง“ภูมิศาสตร์”ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยังมีระบบการเมืองการปกครองที่เปราะบาง ขบวนการเหล่านี้จึงใช้ประเทศรอบข้างเป็นฐานปฏิบัติการและใช้ประเทศไทยเป็น“ศูนย์กลาง”บัญชาการ  ประกอบกับการเข้าออกประเทศที่สะดวกสบาย นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว

ตลอดจนการพำนักระยะยาว  ยิ่งเปิดโอกาสให้ขบวนการนอกกฎหมายแฝงตัวเข้ามาได้ง่ายดาย ซ้ำร้ายระบบการเงินของประเทศไทยในอดีตยังเปิด“เสรี”จนแทบไร้การควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินโดยไม่จำกัดจำนวน การทำธุรกรรมคริปโทเคอร์เรนซี การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของชาวต่างชาติที่ไม่มีเพดานจำกัด

รวมถึงการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดโดยปลอดภาษี ช่องโหว่เหล่านี้ส่งผลให้การฟอกเงินทำได้อย่างสะดวกและอำนาจทางกฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง

ความเปิดกว้างดังกล่าวถูกเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญว่าไม่ต่างอะไรกับการแจก“ปืนกล”เสรีทางการเงิน เพราะในอดีตธนาคารไม่มีอำนาจปฏิเสธการเปิดบัญชี หรือสั่งระงับธุรกรรมได้  มิจฉาชีพจึงหยิบยืมเครื่องมือทางการเงินนี้ไปก่อเหตุได้อย่างเสรี

ทั้งที่ แท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาบัญชีม้าเกิดจากคนเพียง 0.2 % ของบัญชีทั้งหมดที่ยอมขายจิตวิญญาณแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน  ทว่ากลับสร้างความเสียหายให้กับประชาชนอีก 99.8 %  ทั้งประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อสถาบันการเงินเริ่มยกระดับมาตรการคัดกรองความเสี่ยงและจำกัดวงเงิน ขบวนการอาชญากรก็ปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการหันไปกว้านซื้อบัญชีเก่า หรือเปลี่ยนกลยุทธ์  มาเป็นรูปแบบการ“เช่าบัญชีรายวัน”ในราคาสูงเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมาย

สอดรับกับการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีของมิจฉาชีพที่หันมาใช้การหลอกให้เหยื่อ  เป็นฝ่ายโอนเงินด้วยตนเองโดยตรง แทนที่ยุคแอปพลิเคชันดูดเงินที่เริ่มใช้การไม่ได้ผล  หลังจากระบบความปลอดภัยของธนาคารเข้มงวดขึ้น โดยขบวนการเหล่านี้ได้เปลี่ยนมาทำ“สงครามจิตวิทยา”ผ่านการเล่นกับอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ใน 3 มิติหลัก ได้แก่

ความรัก ความโลภ และความกลัว เริ่มตั้งแต่การใช้แอปพลิเคชันหาคู่ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์สร้างความสัมพันธ์ปลอม ๆ จนเหยื่อหลงรักแล้วชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นปลอม ซึ่งแม้แต่กลุ่ม“ผู้ทรงศีล”ก็ยังเคยตกเป็นเหยื่อการหลอกให้รักลักษณะนี้ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากความโลภผ่านการอ้างผลตอบแทนสูง การคืนภาษี หรือเงินรางวัล และปิดท้ายด้วยการหลอกให้กลัวผ่านการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจ

ขณะเดียวกัน ขบวนการอาชญากรยังเดินหน้าทำสงครามจิตวิทยาผ่านพื้นที่สื่อและเครือข่ายสังคมออนไลน์  อาศัยเสียงของคนกลุ่มน้อยที่เสียผลประโยชน์มาสร้างกระแสดราม่าเกินจริง อ้างว่ามาตรการตรวจสอบของธนาคารทำให้คนธรรมดาเดือดร้อน เพื่อกดดันให้ภาครัฐยอมถอยกลับไปสู่ระบบเปิดเสรี-ไร้การควบคุมแบบเดิม  ซึ่งหากหน่วยงานรัฐยอมอ่อนข้อ ก็จะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้เกมจิตวิทยาของกลุ่มอาชญากรทันที

นายปิติ  ยังระบุ  การจะเอาชนะภัยคุกคามที่มีเทคโนโลยีความเร็วแสงและเม็ดเงินมหาศาลได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านวิธีคิด  จากการไล่ตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมาเป็นการวางแนวทางป้องกันอย่างเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้น      ต้องกำหนดหลักคิดให้ชัดเจนว่าสิทธิเสรีภาพในการทำธุรกรรมต้องมาพร้อมกับหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลความโปร่งใสควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อตัดตอนการเงินของมิจฉาชีพได้ทันท่วงที

และสำคัญที่สุด คือทุกภาคส่วนทั้งตำรวจ ศาล สถาบันการเงิน และสื่อมวลชน ต้องสลายการทำงานแบบ“แยกส่วน” แล้วรวมพลังขับเคลื่อนในฐานะ“ทีมไทยแลนด์” เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและสังคมไม่ให้ถูกอาชญากรรมข้ามชาติกลืนกินไปมากกว่านี้

นายปิติ  ส่งสัญญาณทิ้งท้ายเตือนถึง“กลลวงใหม่”ที่เชื่อว่ามีประชาชนหลงกลไปแล้วเป็นจำนวนมาก คือกรณีที่มีเงินจำนวนไม่มาก ยกตัวอย่าง 2,000-3,000 บาท  โอนเข้ามาในบัญชีแล้วมีบุคคลติดต่อมาอ้างว่า“โอนเงินผิด” พร้อมร้องอให้โอนเงินคืน

แนะนำว่า“ห้ามโอนเงินกลับคืนเองเด็ดขาด” เพราะนี่คือจุดเริ่มต้น“การจัดฉาก”ดึงเข้าพัวพันกับมิจฉาชีพ เนื่องจากหากหลงเชื่อและโอนเงินไปยังบัญชีอื่นตามที่อีกฝ่ายบอก บัญชีของเราเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเงินบัญชีม้าทันที  

จากนั้นมิจฉาชีพจะเปลี่ยนบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจ  โทรศัพท์มาข่มขู่ให้เกิดความกลัวว่าเราจะมีส่วนร่วมในการฟอกเงิน ดังนั้น หากพบยอดเงินโอนผิดปกติ สิ่งที่ถูกต้องคือตั้งสติ ไม่หลงเชื่อคำขอร้อง และแนะนำให้อีกฝ่ายไปติดต่อแจ้งเรื่องผ่านธนาคารต้นทาง หรือไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันด้วยตนเอง เพื่อให้ระบบของธนาคารเป็นผู้ดำเนินการดึงเงินคืนตามกระบวนการที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน