ด้วยเพราะหมายมั่นปั้นมือว่า เมื่อมีการเข้ามาลงทุนในไทย และไทยสามารถเป็นฮับแห่งดิจิทัลในภูมิภาคนี้ได้ ความเจริญทุกอย่างจะตามมา โดยเฉพาะการเดินหน้าไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
แต่! ตราบใด ที่ปัญหาของดาต้าเซ็นเตอร์ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้หมดไปได้ และเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยกลับมา ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลนี้จะนำมาซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจ
ก็เท่ากับว่า… รัฐบาลยังต้องเผชิญอุปสรรคในการที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศ เพราะอย่าลืมว่า เวลานี้ เศรษฐกิจโลกที่ผันผัวนได้ส่งผลกระทบต่อปัญหาปากท้องคนไทยไม่น้อย จนนำมาซึ่งความเชื่อมั่นว่า … สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะนำพาประเทศฝ่าพายุเศรษฐกิจไปไกลได้มากน้อยเพียงใด
หนึ่งในปัญหาสำคัญ…คือเรื่องของ “รายได้” แม้ทุกวันนี้รายได้จากการส่งออกของไทยซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศจะทะลุเป้าหมาย ยังเดินหน้าได้ต่อเนื่องแม้โลกจะยุ่งเหยิง
แต่…อย่าลืมว่า รายได้หลักของประเทศ ยังต้องพึ่งพาจากต่างประเทศเป็นหลักซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของประเทศไม่น้อยเช่นกัน
ดังนั้น! โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน จึงต้องประสบปัญหาด้านงบประมาณของรัฐบาล ที่ก่อตัวมารูปแบบเรื้อรังยาวนานหลายทศวรรษ
สถิติทางบัญชีชี้ให้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า รัฐบาลไทยต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลติดต่อกันมานานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา
ในแต่ละปีงบประมาณ ตัวเลขการจัดเก็บรายได้ของรัฐไม่เคยเพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ตัวเลขอัตราการขาดดุลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากระดับประมาณ 2 แสนล้านบาท กลับทะยานขึ้นสู่ระดับมากกว่า 6-7 แสนล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3-4% ต่อจีดีพี
ต้นตอสำคัญของปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดชั่วคราว แต่มาจากโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด เศรษฐกิจไทยที่เคยขยายตัวได้สูงในระดับ 5-7% กลับลดความร้อนแรงลงเหลือเพียง 2-3%
เมื่อเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทำงานได้ช้าลง ฐานภาษีเดิมที่พึ่งพาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงชะลอตัวตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในทางกลับกัน ฝั่งรายจ่ายของรัฐบาลกลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างสิ้นเชิง ตามการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการผู้สูงอายุและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขพุ่งสูงเกินกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี
รวมไปถึงภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ และดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ที่ปัจจุบันนี้ กินสัดส่วนสูงเกินกว่า 75 % ของงบประมาณรายรับทั้งหมด
จึงไม่ต้องแปลกใจที่ “งบลงทุน” เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพียงไม่ถึง 20% ภาพสะท้อนนี้ยืนยันอย่างแน่ชัดว่า รัฐบาลกำลังเดินเข้าสู่ทางตันทางคลัง หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างรายได้ครั้งใหญ่
ทั้งนี้ทั้งนั้น… แนวทางการขยายฐานภาษีเพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลังจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และล่าสุด ” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จึงผุดไอเดียขยายฐานภาษี ด้วยการให้แรงจูงใจผ่านกลไกทางการเงิน
แบบประเภทที่ว่า บรรดาผู้ประกอบการที่ยื่นเสียภาษีอย่างถูกต้องก็นำข้อมูลเหล่านั้นไปยื่นขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี
ไม่เพียงเท่านี้ ยังผุดไอเดีย “พี่ใหญ่ช่วยน้อง” โดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบจ. ที่สนับสนุนเอสเอ็มอีในการลงทุนดิจิทัล เพื่อเข้าสู่ระบบภาษี ก็สามารถนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปหักลดหย่อนภาษีได้มากขึ้น
แนวทางเหล่านี้ อยู่ในขั้นของการดำเนินการ เพราะไม่ว่าจะเป็นแบงก์ชาติหรือตลาดหลัทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็เห็นพ้องต้องกันแล้ว เหลือแค่การจัดทำกระบวนการ เพื่อให้มาตรการออกมาโดยเร็ว เพื่อให้คำตอบกับบรรดาผู้เสียภาษีว่า…เสียภาษีแล้วได้อะไร?
ในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ เชื่อได้ว่ารัฐบาลจะไม่เข้าไปยุ่งกับอัตราภาษีแน่ๆ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มแม้เพดานอยู่ที่ 10% แต่ปัจจุบันรัฐบาลจัดเก็บเพียงแค่ 7% ซึ่งเก็บมานานถึง 30 ปีแล้วตั้งแต่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 40
ก็…ต้องมารอดูกันต่อไปว่า ความพยายามในการหารายได้เพิ่มของรัฐบาล สุดท้ายแล้ว! จะนำไปสู่การจัดทำงบประมาณสมดุลแบบยั่งยืนในปี 72 ได้มากน้อยเพียงใด?.
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



