การบริหารโทษมีปัญหา ?
คำถามเสียงดังถึงกรมราชทัณฑ์ ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบงานบริหารโทษตามคำพิพากษาของศาล และเป็นหนึ่งกลไกที่สังคมฝากความหวัง คืนคนที่“ดีขึ้น”ออกมา แม้ต้องยอมรับในจำนวนพ้นโทษ กลุ่ม“กระทำผิดซ้ำ”มีสัดส่วนน้อยกว่า แต่เมื่อมีเล็ดรอดก็ยังต้องพยายามลดอันตรายก่อนปล่อยให้มากที่สุด
นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยระหว่างนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง เพื่อสำรวจกระบวนการทำงานของกรมราชทัณฑ์ โดยระบุว่าเข้าใจที่สังคมมีข้อกังขาการบริหารโทษเมื่อมีการกระทำผิดซ้ำกับคนกลุ่มนี้ พร้อมแยกให้เห็นภาพการทำงานของกรมราชทัณฑ์ออกเป็นสองกรณี คือ 1.ควบคุมตัว และ 2.พัฒนาศักยภาพ เพื่อเป้าหมายลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้สังคมก็ต้องเปิดโอกาสด้วย

ที่ผ่านมาปัญหาล้นเรือนจำ ไม่ใช่ภาระแต่เป็นหน้าที่ที่ต้องจัดการตามหมายศาล กระบวนการแต่ละรายไม่เท่ากัน บางรายจำคุกระยะสั้น 2 ปี บางรายระยะกลางไม่เกิน 5 ปี หรือบางรายต้องโทษจำคุกระยะยาว
ยกตัวอย่าง คนที่ทำร้ายคนอื่นจนถึงแก่ชีวิตจะต้องโทษสูง ทำให้วิธีการปฏิบัติดูแลผู้ต้องขังทั้ง 3 กลุ่มแตกต่าง ราชทัณฑ์ต้องแยกออกเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มที่สามารถแก้ไขได้ หรือกลุ่มที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนให้การช่วยเหลือ กับกลุ่มที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย สิ่งที่ต้องทำคือ จะพัฒนาทักษะอย่างไรได้บ้าง ให้คนเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกับสังคมภายนอกได้และเป็นการสร้างความปลอดภัยให้สังคม
รวมถึงการพัฒนาอาชีพและทักษะท่ามกลางสถานการณ์เทคโนโลยีโลก ปัจจุบันหลายอาชีพเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากการเข้ามาของ AI เรือนจำเองก็ต้องปรับการฝึกอาชีพให้สอดคล้องตลาดแรงงาน คู่ขนานไปกับอาชีพที่ยังต้องใช้ประสบการณ์และฝีมือก็ยังมี เช่น การทำอาหาร รวมถึงงานศิลปะ

อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ไม่สามารถรับประกันได้ว่าผู้ที่ผ่านกระบวนการราชทัณฑ์จะไม่กระทำผิดซ้ำอีก เพราะทุกคนมีกำหนดโทษ และเมื่อรับโทษครบแล้วก็ต้องออกไป แต่สิ่งที่เราทำได้และพยายามจะทำมากขึ้นคือการประสานหน่วยงานเกี่ยวข้อง อย่างหน่วยงานด้านการปกครอง เพราะเมื่อปล่อยพ้นโทษแล้ว เจ้าหน้าที่ในท้องที่จะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล
ทั้งนี้ อยากสะท้อนถึงเวลาที่มีการพูดถึงการกลับไปกระทำความผิดซ้ำเรามักจะพูดตัวเลขโดด ๆ ของกรมราชทัณฑ์ เช่น ในปีแรก จะมีอัตรา 15% ในปีที่สอง จะมีอัตรา 25% แต่สิ่งที่ไม่เคยพูดกันเลย อย่างสหรัฐอเมริกา มีอัตราการกระทำผิดซ้ำ 45% ขึ้นไป ตนกำลังพูดถึงประเทศที่ใกล้เคียงและมีแนวทางบริหารโทษที่ค่อนข้างดี
ส่วนที่สิงคโปร์ พบมีอัตราการกระทำความผิดอยู่ที่ 13% ต่างจากไทยเพียง 2% ทั้งที่ทรัพยากรกับความร่วมมือของเขาดีกว่าเรามาก
“ปัญหาของเราคือจะทำอย่างไรให้ลดการตีตรา เพราะการตีตราและประวัติอาชญากรรม อาจทำให้เข้าถึงโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคมได้ยาก ต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมเพื่อลดโอกาส เราไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วไปกระทำผิดซ้ำอีก จึงพยายามประสานความร่วมมือปกครองส่วนท้องถิ่นและตำรวจ”

สภาพเรือนจำในอดีตที่เคยถูกตีแผ่กับปัจจุบันไม่เหมือนกัน ด้วยวิธีปฏิบัติของเรือนจำที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ยกตัวอย่างโครงการราชทัณฑ์ปันสุขที่ริเริ่มในปี 2562 ช่วยพัฒนาการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ทำให้อัตราเสียชีวิตผู้ต้องขังจากเดิมเฉลี่ยกว่า 1,000 คนต่อปี ลดเหลือ 600-700 คนต่อปี พร้อมขยายการรักษาครอบคลุม ปัจจุบันจึงไม่ค่อยมีข่าวผู้ต้องขังติดเชื้อในกระแสเลือดมากเท่าอดีต
การลดการตีตราจากการใส่ตรวนกรมราชทัณฑ์ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อย่างห้องประชุมทางไกลผ่านจอภาพในเรือนจำ เป็นระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม ช่วยลดประเด็นเมื่อต้องนำตัวไปศาล ทั้งนี้ เทคโนโลยียังถูกนำมาใช้ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อให้สามารถปรึกษาแพทย์แบบเรียลไทม์ หรือช่องทางเยี่ยมญาติผ่านวิดีโอคอลไลน์ หรือแอปพลิเคชันอื่น ในกรณีผู้ต้องขังต่างชาติ

ด้านนายขวัญไชย สันติภราภพ ผอ.ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง นำสำรวจ 12 แดนของทัณฑสถาน หนึ่งในนั้นคือแดน 9 ซึ่งเป็นที่คุมขังผู้ต้องขังรายสำคัญคดียาเสพติด อย่างกลุ่มแบรนด์เนม (Brandname) เช่น นายไซซะนะ แก้วพิมพา ผู้ต้องขังแดน 9 เป็นผู้ต้องขังโทษเกิน 30 ปี 14 คน , โทษระหว่าง 15-30 ปี 25 คน , โทษระหว่าง 1-15 ปี 8 คน และโทษจำคุกตลอดชีวิต รวม 503 คน
ขณะแดน 1 (แดนเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย) จะมีหลักสูตรการสอน อาทิ กราฟิค โมชั่น การตัดต่อและ AI คุณสมบัติผู้ต้องขังที่จะได้รับการฝึกหลักสูตรนี้ต้องไม่เคยกระทำผิดวินัยเป็นเวลา 1 ปี
อีกแดนที่น่าสนใจคือ แดน 10 (แดนความมั่นคงสูง) เจ้าหน้าที่ผู้คุมแดนให้ข้อมูลว่า แดน 10 เป็นแดนที่ใช้คุมขังและฝึกวินัยผู้ต้องขังที่กระทำผิดวินัย หรือเป็นอันตรายต่อตนเองและเพื่อนผู้ต้องขัง ไม่ว่ามาจากเหตุทะเลาะวิวาท หรือยกพวกกันทำร้ายกัน หรือกรณีกระด้างกระเดื่อง ไม่ปรับปรุงพฤติกรรมให้ดีขึ้น

กลุ่มนี้ต้องถูกใส่โซ่ตรวนข้อเท้าและอยู่ในห้องขังซอยเพียงคนเดียวประมาณ 1 เดือน หรือไม่เกิน 30 วัน และในทุก 15 วัน จะปล่อยพัก กลุ่มนี้จะมีระยะเวลาฝึกวินัยเข้มงวด
นายชวน(นามสมมติ) อายุ 33 ปี หนึ่งในผู้ต้องขังคดียาเสพติดประเภทไอซ์ เหลือโทษจำคุก 5 ปี (รับโทษจำคุกมาแล้ว 11 ปี) เปิดเผยว่า มีโอกาสเข้ารับการอบรม AI และการตัดต่อ รู้สึกว่ามีประโยชน์มาก เพราะอยู่ในเรือนจำมานานกว่า 10 ปี ไม่สามารถรู้ได้ว่าโลกข้างนอกไปถึงไหน นี่จึงเป็นทักษะใหม่สำหรับตัวเอง
“หากย้อนไปตอนที่ตนอยู่ข้างนอก ตนไม่เคยรู้เรื่องการตัดต่อมาก่อน และไม่เคยคิดว่าวันหนึ่ง AI จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขนาดนี้ จึงตั้งใจจะร่ำเรียนเพื่อนำความรู้ไปใช้หลังพ้นโทษ ต่อยอดเป็นอาชีพสุจริตเพื่อหารายได้และสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง”
สุดท้ายในกลุ่มยังพัฒนาได้ พร้อมกลับตัวก็ควรให้โอกาส แต่กลุ่มไม่ปรับปรุงก็ต้องเข้มงวดให้มากที่สุด.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



