จากข่าวที่ปรากฏสิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือพฤติกรรมประกอบธุรกิจที่ใช้นอมินีคนไทยบังหน้า การสวมสิทธิทางทะเบียน การมีบัตรประชาชนไทยเป็นประทุษกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำหลายกรณี และน่าตกใจที่หลายกรณีเป็นผู้ต้องหาหนีคดีนานนับทศวรรษ โดยเป็นการอาศัยอยู่อย่างเปิดเผย มีการประกอบอาชีพ แต่สุดท้ายจบเกมด้วยการกระทำความผิด

- ต่างชาติหนีคดี จับได้แค่ไหน?
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2565-2569) กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) เกี่ยวกับการจับกุม“หมายจับ”ของทางการต่างประเทศ หรือ องค์การตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล (Interpol) จนถึงปัจจุบันมี 359 ราย แบ่งเป็น
บก.ตม.1 จำนวน 21 ราย / บก.ตม.2 จำนวน 0 ราย / บก.ตม.3 จำนวน 39 ราย / บก.ตม.4 จำนวน 7 ราย / บก.ตม.5 จำนวน 7 ราย / บก.ตม.6 จำนวน 52 ราย / บก.สส. จำนวน 233 ราย
หากแยกย้อนหลังรายปี มีดังนี้
| หน่วยงาน | ปี 2565 | ปี 2566 | ปี 2567 | ปี 2568 | ปี 2569 | รวม |
| บก.ตม.1 | – | 1 | – | 3 | 17 | 21 |
| บก.ตม.2 | – | – | – | – | – | – |
| บก.ตม.3 | – | 1 | 5 | 11 | 22 | 39 |
| บก.ตม.4 | – | 0 | 1 | 2 | 4 | 7 |
| บก.ตม.5 | – | 0 | – | 1 | 6 | 7 |
| บก.ตม.6 | – | 6 | 7 | 13 | 26 | 52 |
| บก.สส. | 8 | 27 | – | 67 | 131 | 233 |
| รวม | 8 | 35 | 13 | 97 | 206 | 359 |
อย่างไรก็ตาม ไม่นานมานี้มี 2 คดีตัวอย่างน่าสนใจกับปฏิบัติการ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. ยกทีมจับกุมชายชาวจีนที่ถูกตั้งข้อสงสัย เป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับ“คดีคอร์รัปชัน”จากจีน มาฟอกตัวในไทยนานกว่า 10 ปี มีการประกอบธุรกิจอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ที่พบด้วยว่าผู้อ้างตัวเป็นลูกชายของผู้ต้องหา มีบัตรประชาชนไทย แต่ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่คนไทย กลับเป็นชาวจีนสวมสิทธิบัตรประชาชนไทยมาตั้งแต่ปี 2566

อีกคดีเป็นชาวชายจีนเช่นกัน แต่ไม่น่าเชื่อเมื่อรายนี้หนี“คดีฆาตกรรม”จากจีนมาอยู่ไทยนานกว่า “3 ทศวรรษ” หรือกว่า 30 ปี มีการประกอบธุรกิจมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ จ.ชลบุรี และมีเอกสารบัตรประชาชนคนไทยพร้อมชื่อไทยว่า “นายสุชาติ สุรชัย”
- ทำไมต่างชาติ มีหมายจับสากล ถึงกบดานไทยได้นานขนาดนี้ ?
พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. หนึ่งในชุดจับกุมคดีชายจีนหนีคดีกบดานไทยกว่า 30 ปี เล่าย้อนที่มาว่า ชุดทำงานได้รับการประสานจากทางการจีนและกระทรวงมหาดไทย หลังพบความเคลื่อนไหว นายจู จื้อซาน (Zhu Zhishan) ผู้ต้องหาตาม“หมายแดง”ว่ามีการกบดานอยู่ที่ไทย
จากการแกะรอยคดีพบผู้ต้องหาเคยก่อเหตุฆาตกรรมในจีน เหตุเกิดปี 2533 ก่อนหลบหนีข้ามไปเมียนมาและลักลอบเข้าไทย อาศัยกบดานอยู่ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี ก่อนที่ในปี 2544 จะทำการสวมสิทธิชาวกะเหรี่ยง เพื่อทำบัตรประชาชนไทยที่ อ.พบพระ จ.ตาก เสียค่าดำเนินการ 50,000 บาท พร้อมได้ชื่อใหม่เป็นคนไทยเต็มตัวว่านายสุชาติ สุรชัย
หลังเข้ามาอาศัยในพื้นที่พัทยา ตัวผู้ต้องหาเริ่มหาเงินด้วยงานรับจ้าง ก่อนผันตัวเองเป็นไกด์ ต่อมาลงทุนและประกอบธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจรในเมืองพัทยา โดยมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัทถึง 5 แห่ง ครอบคลุมทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบริษัททัวร์ ทุนจดทะเบียนรวมกว่า 89 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวจีน มีบุตรแฝดชายหญิงอายุ 12 ปี ซึ่งตัวเด็กได้รับสัญชาติไทยตามไปด้วย ทั้งยังมีประวัติการย้ายเข้าออกทะเบียนบ้านถึง 8 ครั้ง ในรอบ 13 ปี
สุดท้ายความแตกเมื่อผู้ต้องหาไปยื่นขอวีซ่า เพื่อเดินทางกลับแผ่นดินที่จากมา เพื่อเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนักและทำธุรกิจ ทำให้ทางการจีนตรวจสอบพบความผิดปกติในระบบตรวจวัดชีวมิติ(Biometrics) และลายนิ้วมือ ซึ่งสแกนแล้วพบว่าตรงกับ“ฆาตกรหนีคดี” จึงประสานความร่วมมือมายังกระทรวงมหาดไทย
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ทางการไทย เตรียมดำเนินคดีข้อหาแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสาร และแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานในการขอมีบัตร ก่อนส่งตัวผู้ต้องหากลับไปรับโทษที่จีน ซึ่งเป็นประเทศที่คดีอาญาไม่มีอายุความ
เป็นข้อสังเกตสถานการณ์ที่น่าติดตาม เมื่อการปราบปรามเรื่องหนึ่ง นำไปสู่การเปิดแผลอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นปัญหากัดเซาะร้ายแรงไม่แพ้กัน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



