ถ้าเลือกคนที่เป็นคุณเป็นโทษกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะไม่เกิดความยุติธรรม ซึ่งตอนนี้พรรคประชาชน..พรรคส้ม สถาปนาการยึดอำนาจสภาสูงเพื่อมาเลือกองค์กรอิสระว่าคือส่วนหนึ่งของ “ระบอบสีน้ำเงิน” นำไปสู่การกินรวบอำนาจที่ใครก็ทำอะไรไม่ได้

มีหลายคนแสดงความห่วงใยก่อน กกต.มีมติคดีฮั้ว สว.ว่า “กกต.ควรจะตรวจสอบพยานหลักฐานแล้วส่งศาลเท่านั้น” ไม่ใช่มีมติว่า จะส่งหรือไม่ส่ง เนื่องจากมี กกต.4 คนที่มาจาก สว.ชุดนี้เลือก จะเข้าข่ายเกรงใจ-ผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรก็แล้วแต่ ..ซึ่ง กกต.ก็ขอให้มั่นใจว่า การพิจารณาเป็นธรรม เที่ยงตรง ฯลฯ คำอะไรที่บอกว่าดี เอามาใช้หมด แล้วผลก็ออกมา ผ่าม!!! กกต.ที่มาจาก สว.ชุดนี้เลือก เป่าคดีนักการเมืองเกลี้ยง เหลือเอาผิด สว.แก้ขวยอยู่จำนวนหนึ่ง

เล่นเอาคนลุ้นคดีตาค้างกันไปหมด แบบว่า “ไหงงี้ล่ะ กกต.??” คือมีพฤติกรรมเขียนโหวตตรงกันแบบความน่าจะเป็นแทบต่ำศูนย์ แล้วมีข่าวเก็บโพย อีกทั้ง “จังหวัดบ้านใหญ่”ได้ สว.เยอะไปหมด  ทำไมคนมันตื่นตัวทางการเมือง เป็น active citizen มากหรืออย่างไร  มันมีความไม่สมเหตุสมผลหลายอย่างโดยเฉพาะเขียนโพยตรงกันนี่แหละ เมื่อมีโพย สามัญสำนึกคือต้องมีคนผิดใช่ไหม ? แล้วนี่มีโพย ใครเป็นอีตัวต้นเรื่อง ?? กกต.ตอบได้ป่าว

ไม่ทราบว่า เพราะ กกต.สิทธิโชติ อินทรวิเศษ ทนไม่ไหวหรือไม่ ที่ กกต.ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ไม่ยอมแถลงเรื่องมติเสียงข้างน้อยด้วย เดี๋ยวจะเหมารวม เลยปาระเบิดตู้ม !! บอกว่า กกต.เสียงข้างน้อย มีกกต.สิทธิโชติ กับ กกต. ชาย นครชัย  พยานหลักฐานที่ทำให้ กกต.เสียงข้างน้อยเชื่อว่ามีการกระทำผิดจริง เกิดจากการร้อยเรียงพฤติการณ์กระจายทั่วประเทศ อาทิ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัย ซึ่งมีการจัดทำ โพยฮั้ว 12 โพย และผู้ที่ได้รับเลือกอันดับ 1-7 ล้วนมีรายชื่อตรงกับในโพยทั้งหมด  

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. ระดับประเทศ (26 มิ.ย. 2567) ที่บันทึกภาพผู้สมัครดึงโพยออกมาลอก รวมถึงภาพถ่ายโพยในโทรศัพท์ที่ระบุวันเวลาชัดเจน  เป็นการยืนยันว่าโพยดังกล่าวมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การจัดทำขึ้นภายหลังเพื่อกลั่นแกล้งกัน นอกจากนี้ ยันว่าพยานปากสำคัญที่เคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรีและเลขาฯ สส. ให้การสอดคล้องกับอดีตผู้สมัคร สว. ว่ามีการนัดประชุม สว. ใหม่ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. เพื่อล็อกตัวประธานและรองประธาน สว.  มีคนระดับแกนนำพรรคปรากฏตัวในสถานที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ แม้จะพบการโอนเงินจำนวนหลักแสนบาทไปยัง สว. ตัวจริงบางรายและทีมงานในพื้นที่ภาคใต้ แต่การสอบสวนกลับต้องหยุดลง เนื่องจากมติ กกต. เสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ก่อนหน้านี้ไม่รับรองเส้นทางการเงินดังกล่าว

ที่มีแสบๆ ร้อนๆ กันบ้าง คือ กกต.สิทธิโชติบอกว่า ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นแทรกเลย ทุกคนเป็นสมาชิกหรือเกี่ยวข้องกับพรรค และเมื่อทำโพยเสร็จ ก็สอดคล้องกับพยานที่เคยให้การว่า ในการประชุมพรรคมอบหมายให้ สส. หรือบุคลากรในพื้นที่เป็นคนดำเนินงาน   

แล้ว กกต.สิทธิโชติ ยังสอน กกต.อื่นเรื่อง “รีบยกคำร้อง” ว่า เรื่องนี้เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันแล้ววินิจฉัยว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย  เราก็หยิบมารวมกันเพื่อให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง  การออกมาพูดเปลี่ยนแปลงมติไม่ได้ เพราะในชั้น กกต. จบแล้ว เว้นแต่ในชั้นศาลฎีกา ศาลอาจใช้ดุลพินิจเรียกพยานหลักฐานไปไต่สวนเพิ่มเติม หรือผู้เสียหายยื่นร้องต่อศาลเองเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ดังนั้น เรื่องฮั้ว สว.ไม่ใช่ “มันจบแล้วครับนาย” เสียทีเดียว เพราะยังมีลุ้นว่า ศาลฎีกาสั่งสอบเพิ่มหรือไม่ เหมือนกรณี “อดีตนายกฯแม้ว”ทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลสั่งสอบเพิ่มเรื่องป่วยทิพย์ ..ซึ่งพอนอน รพ.ตำรวจไม่ใช่เพราะป่วยจริง ก็เลยต้องกลับมารับโทษ  .. แล้วก็นึกถึงที่ อดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย พูดในงานเสวนา “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ว่า “  อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ สถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือ ตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจแต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้เลย ดังนั้นไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น ทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม”  

ดังนั้น คนจึงมีความคาดหวังว่า “กกต.สั่งฟ้องแค่ 77 คน แต่ศาลจะผดุงความยุติธรรมโดยการเรียกสอบเพิ่ม” ซึ่งถ้าสอบไปสอบมา แล้วกลายเป็นว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องไม่สมบูรณ์ แล้วมีเหตุที่มาจากการแทรกแซงทางการเมือง ฝ่ายภาคประชาชน พรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ง้างรออยู่แล้ว ที่จะฟ้องเอาผิด กกต.ตามมาตราอะไรก็ตามที่เอาผิดได้ ทั้ง พ.ร.ป.กกต., พ.ร.ป.ป.ป.ช., เอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) ซึ่งรับผิดชอบสอบสวนสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.  เมื่อ กกต. อ่านคำวินิจฉัย จะต้องทำสำนวนภายใน 60 วัน แล้วดีเอสไอจะได้นำเข้าสำนวนคดีเพื่อพิจารณา จากนั้นจึงจะได้มีการนัดหมายประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ที่มีทั้งดีเอสไอ และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ร่วมทำการสอบสวน) เพื่อกำหนดประเด็นและหารือกัน ดีเอสไอจะต้องสอบสวนจนสิ้นกระแสความ

“ทั้งนี้ เนื่องจากอัยการคดีพิเศษมองว่า มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคลผู้กระทำความผิดร่วมร่วมกันวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ร่วมกันวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติฝ่ายวุฒิสภาโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ” นี่เป็นประเด็นสำคัญ ที่คนลุ้นว่า “จะสาวถึงผู้ชักใยหรือไม่”   

สำหรับประเด็นที่ประธาน กกต. หยิบยกมาว่าคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) ไม่สามารถรับฟังได้นั้น ในการให้ปากคำครั้งแรก ๆ ของพยานรายนี้ ก็มีพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ที่มาร่วมสืบสวนสอบสวนรับฟังอยู่ด้วย แต่ในภายหลังของการเริ่มกับคำให้การ เจ้าตัวกลับส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต.ซึ่งเป็นเพียงจดหมาย 1 ฉบับ  พฤติการณ์ของพยานรหัสที่ 16 ที่กลับคำให้การไปมา และคำให้การมีผลแตกต่างอย่างสิ้นเชิง อาจมองได้ว่าเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนหรือไม่  

ดังนั้น มีลุ้นที่ดีเอสไอจะตั้งเรื่องสอบอั้งยี่-ฟอกเงิน เพิ่มเติมอีก ส่วนฝ่ายการเมือง ก็ต้องแสดงอีกบทบาทคือรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาองค์กรอิสระ กับการตรวจสอบองค์กรอิสระได้ยาก ควบคู่ไปด้วย รัฐธรรมนูญให้ยื่นต่อ ป.ป.ช.สอบได้ แต่จะดีกว่าไหมถ้าให้ประชาชนยื่นถอดถอนโดยตรงได้.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่