เมื่อวันที่ 17 ก.ย. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนได้อภิปรายสนับสนุนญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาภาคใต้อย่างยั่งยืน ซึ่งนายซาการียา สะอิ เป็นผู้เสนอ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลมองปัญหาชายแดนใต้ให้ลึกกว่าคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ภาคใต้สงบ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี มีรายได้ มีโอกาส มีอนาคต และรู้สึกว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลของเขาอย่างแท้จริง

“หากเราทำเรื่องนี้ได้ ความสงบจะไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่จะกลายเป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ถูกต้อง รัฐบาลจึงต้องเข้าใจคนก่อนเข้าใจโครงการ เข้าใจพื้นที่ก่อนเขียนงบประมาณ และถามประชาชนก่อนว่า เงินหนึ่งบาทที่รัฐกำลังจะลงไป เขาต้องการให้แก้ปัญหาอะไร” น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าว

น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า การพัฒนาชายแดนใต้ต้องไม่วัดเพียงจำนวนงบประมาณหรือจำนวนโครงการ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้รับประโยชน์อะไร เพราะหากมีถนนแต่ขนสินค้าออกไม่ได้ มีโรงงานแต่คนในพื้นที่ไม่ได้งาน หรือมีอาคารแต่ไม่มีคนใช้ สภาต้องกล้าตั้งคำถามว่า ประเทศกำลังพัฒนาพื้นที่หรือเพียงสร้างโครงการ พร้อมย้ำว่างบประมาณแผ่นดินเป็นภาษีของประชาชน ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นผลงานของบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ทั้งนี้ ได้ยกกรณีนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลปัตตานีเป็นบทเรียนสำคัญ โดยโครงการเริ่มขึ้นจากความพยายามของภาครัฐตั้งแต่ปี 2546–2547 แต่ปัญหาความไม่สงบส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จนบริษัทเอกชนขอยุติการดำเนินงาน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยุติสัญญาในปี 2558 และพื้นที่ถูกยุบสถานะเขตอุตสาหกรรมในปี 2559 จากโครงการเศรษฐกิจสำคัญจึงกลายเป็นพื้นที่เกือบร้าง ก่อนเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เพียงเรื่องไม่มีงบประมาณ แต่การใช้งบประมาณต้องเดินควบคู่กับความมั่นคง ความเชื่อมั่น การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม น.ส.พิมพ์ภัทรา ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ควรหยุดอยู่กับความล้มเหลวของนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล เพราะพื้นที่ชายแดนใต้ยังมีศักยภาพเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN Halal Hub สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ระยะที่ 1 พ.ศ. 2567–2570 ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม 55,000 ล้านบาท สร้างงาน 100,000 ตำแหน่ง เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี และผลักดันให้เกิด Thailand Halal Valley ในภาคใต้

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอาหาร แต่ครอบคลุมอาหารแปรรูป แฟชั่น ยา สมุนไพร เครื่องสำอาง บริการ และการท่องเที่ยวฮาลาล โดยพื้นที่ชายแดนใต้มีทั้งวัตถุดิบ แรงงาน วิถีวัฒนธรรม ความน่าเชื่อถือ และทำเลที่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และโลกมุสลิมได้

“เราไม่ควรพูดว่า ฮาลาลทำไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าวิธีทำแบบเดิม ทำไม่ได้วันนี้จึงต้องไม่หยุดเพียงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล แต่ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจฮาลาลให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการสร้างคน สร้างผู้ประกอบการ สร้างตลาด และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้เยาวชน เกษตรกร และเอสเอ็มอีในพื้นที่เติบโตและเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้” นางสาวพิมพ์ภัทรา ย้ำ

สส.นครศรีธรรมราช กล่าวอีกว่า ชายแดนใต้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ปัญหา แต่ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ผลิตสินค้าฮาลาลของประเทศ พื้นที่สร้างงานให้คนรุ่นใหม่ พื้นที่เชื่อมเศรษฐกิจไทยกับโลกมุสลิม และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีเสียงปืน แต่ต้องเกิดจากการที่ประชาชนมีงาน มีรายได้ มีศักดิ์ศรี และมองเห็นอนาคตของตนเองในบ้านเกิด

นอกจากนี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา ยังเรียกร้องให้สภากล้าตรวจสอบโครงสร้างที่อาจได้รับประโยชน์จากความขัดแย้ง โดยย้ำว่าไม่ใช่การกล่าวหาบุคคลหรือกลุ่มใด แต่เป็นการตั้งคำถามว่า ความไม่สงบที่ยืดเยื้อสัมพันธ์กับงบประมาณจำนวนมาก โครงการต่าง ๆ อำนาจพิเศษ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการผูกขาดการพัฒนาโดยคนบางกลุ่มหรือไม่

“เราต้องไม่ปล่อยให้โครงสร้างเหล่านี้กลายเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ปัญหายืดเยื้อ และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครมีแรงจูงใจให้ความทุกข์ของประชาชนยังคงดำรงอยู่ต่อไป” น.ส.พิมพ์ภัทรา ย้ำ