ข่าวอดีตพระผู้ใหญ่ “อาจารย์โชติ” ท่านเจ้าคุณแห่งวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดอยุธยา ถูกจับได้ว่ามั่วสีกา เสพเมถุนเปรอะเปื้อนผ้าเหลืองบนโต๊ะกลม แอบยักยอกเงินวัดไปเป็นของตนเองและโอนให้สีกาสูงถึงเกือบร้อยล้านบาท คืออีกหนึ่งบาดแผลฉกรรจ์ที่สะกิดใจพุทธศาสนิกชน หากย้อนมองกลับไป นี่ไม่ใช่กรณีแรกและคงไม่ใช่กรณีสุดท้าย
เราเคยเห็นข่าวอดีตพระอาจารย์คม ยักยอกเงินวัดป่าธรรมคีรีหลายร้อยล้าน ข่าวอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิงเอาเงินวัดไปเล่นการพนัน ตลอดจนคดี “สีกากอล์ฟ” ที่สั่นคลอนพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปพร้อมกัน แม้จะพยายามเข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของโจรที่เข้ามาบวชในคราบของพระ แต่ข่าวคราวเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนความศรัทธาของประชาชนทั่วไป เริ่มคลอนแคลน
จริงอยู่ ที่ผ่านมารัฐบาลก่อนพยายามลุกขึ้นมาคุมเข้มการเงิน ออกระเบียบให้ทำบัญชีวัด มีผู้เบิกจ่ายมากกว่าสองคน จำกัดจำนวนการถือเงินสด หรือแม้กระทั่งเตรียมแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เพื่อเพิ่มโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำผิดชู้สาว… แต่เรื่องก็ยังไม่ไปถึงไหนไม่สามารถบังคับได้จริง

จับสึกแล้ว ‘หลวงพ่ออติโชติ’ เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา หลังถูกตำรวจสอบสวนกลาง รวบตัวฐานยักยอกเงินวัดไปให้หญิงสาวคนสนิท 92 ล้าน และเสพเมถุน
ทีท่ามหาเถรสมาคม
ช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม (มส.) ได้พยายามขยับตัวด้วยการออกมติปฏิรูปครั้งใหญ่ (มส. 1/2569) เพื่อรับลูก “พระสังฆราโชบาย 12 ข้อ” หวังยกเครื่องคณะสงฆ์ไทย ได้แก่:
- เปลี่ยนเกณฑ์เลื่อนยศ-ตำแหน่ง: เลิกใช้ “ผลงานสิ่งปลูกสร้าง” หรือการหาเงินสร้างวัตถุมาเป็นเกณฑ์
- เน้นหลัก 3 ด้านในการแต่งตั้ง: พิจารณาจากความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ผลสัมฤทธิ์การสอน/เผยแผ่ และความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน
- แบน “พุทธพาณิชย์”: ห้ามพิธีกรรมไสยศาสตร์ การสร้างเครื่องรางของขลัง และรูปเคารพที่ไม่ตรงตามหลักพุทธศาสนาในเขตวัด
- ใช้ระบบ Big Data: ทำฐานข้อมูลพระเณรและวัดทั่วประเทศ (Single Database) เพื่อสแกนประวัติและตรวจสอบความโปร่งใส
- ปรับโครงสร้างและนิตยภัต: ยุบรวมภารกิจเหลือ 4 ด้านหลัก และทบทวนเงินนิตยภัตให้เหมาะสม
ทว่าแม้จะมีกฎเกณฑ์ใหม่ที่ดีเหล่านี้ออกมาระลอกล่าสุด แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะคำสั่งหรือระเบียบบนกระดาษไม่อาจยับยั้งกิเลสและช่องโหว่เดิมๆ ได้ ตราบใดที่เรายังทำแค่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

เหมือนคนเป็นโรคร้าย แต่เรากลับทำแค่แปะพลาสเตอร์ยา ตราบใดที่ยังไม่ผ่าตัด “โครงสร้างการบริหารจัดการพระพุทธศาสนา” ให้ลึกถึงราก ความเสื่อมเสียก็จะวนลูปกลับมาท้าทายศรัทธาไม่จบสิ้น ถึงเวลาแล้วที่ “อาณาจักร” ต้องสวมบทบาทเป็น “ธรรมศาสตรา” เข้ามาช่วยชำระและอภิวัฒน์โครงสร้างสงฆ์อย่างจริงจัง ผ่าน 5 ข้อเสนอสำคัญ:
1. ยกระดับการ “คัดกรอง” ก่อนห่มผ้าเหลือง
ต้องหยุดค่านิยมที่ว่า “ไม่มีที่ไปให้ไปบวช” หรือใช้ผ้าเหลืองเป็นที่หนีคดีความและพักพิงยามตกงาน
รัฐบาลและมหาเถรสมาคมต้องกำหนดมาตรฐานใหม่ ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและสุขภาพจิตอย่างเข้มงวด จัดให้มี “ค่ายเตรียมบวช” อบรมพื้นฐานเพื่อทดสอบความตั้งใจจริง (Sincerity Test) คัดแยกผู้ที่มาบวชเพื่อ “ลดกิเลส” ออกจากผู้ที่มาเพื่อ “แสวงหาลาภสักการะ” โดยมีพระอุปัชฌาย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยห้าพรรษา

2. ฟื้นฟูระบบ “สอบไล่” บังคับเรียนพระธรรมวินัย
เหมือนการรื้อฟื้นแนวคิดในสมัยรัชกาลที่ 2 บวชแล้วต้องเรียน หากไม่ผ่านการสอบนักธรรม บาลี หรือไม่มีผลงานด้านการปฏิบัติธรรมที่จับต้องได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ต้องให้ลาสิกขาไป
รัฐควรสร้างระบบ “ใบรับรองความเป็นพระแท้” (เทียบเคียงใบประกอบวิชาชีพ) เพื่อไม่ให้พระสงฆ์กลายเป็นเพียง “นักพิธีการ” แต่เป็นผู้ฝึกตนเพื่อลดละกิเลสตามแนวทางวิปัสสนากรรมฐานอย่างแท้จริง
3. ปฏิรูปทรัพย์สินสงฆ์: จาก “มรดกส่วนตัว” สู่ “สมบัติศาสนา”
ช่องโหว่ทางกฎหมายที่ปล่อยให้พระสงฆ์ครอบครองทรัพย์สินส่วนตัวมหาศาล คือ “อสรพิษในย่าม” ที่ปลุกกิเลสและนำไปสู่การแย่งชิงมรดก ต้องแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ให้ทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาขณะอยู่ในสมณเพศ ตกเป็นของวัด 100% ห้ามนำไปปรนเปรอเครือญาติ หรือโอนเป็นมรดกแก่ทายาท โดยมีระบบให้ชุมชน คณะไวยาวัจกรที่มีธรรมาภิบาลเป็นผู้จัดการทรัพย์สินแทนอย่างโปร่งใส

4. กระจายอำนาจบริหาร: เปลี่ยนบทบาทเจ้าอาวาสจาก CEO เป็น “ผู้นำทางจิตวิญญาณ”
ปัจจุบันการตั้งให้เจ้าอาวาสเป็นตัวแทนวัด ซึ่งเป็นตัวแทนนิติบุคคลเพียงผู้เดียว ในการบริหารเงินและที่ดินวัด เท่ากับการผลักพระเข้าสู่กงจักรของกิเลส
ควรแก้กฎหมายกระจายอำนาจให้มี “คณะกรรมการบริหารวัด” (Lay Management Board) ที่มาจากพุทธบริษัท 4 ชุมชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ามาดูแลเรื่องตัวเลขและเอกสาร
เพื่อคืนบทบาทให้พระสงฆ์กลับไปทำหน้าที่หลัก คือการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ศึกษาพระธรรม และเผยแผ่ธรรมะ โดยไม่ต้องมาพะวงกับการบริหารเงินล้านเหมือน CEO บริษัท
5. ขจัดค่านิยมล่าสมณศักดิ์ ตัดขาดศูนย์รวมอำนาจ
ลดสิ่งจูงใจที่ทำให้พระสงฆ์มุ่งเน้นแต่การสะสมผลงานสร้างวัตถุเพื่อแลกกับยศฐาสมณศักดิ์จากส่วนกลาง จนลืมความสัมพันธ์และศรัทธาของชุมชนท้องถิ่นรอบวัด
เปลี่ยนระบบให้พระสงฆ์กลับมาให้ความสำคัญกับการศึกษาเรียนรู้ และใช้ความรู้ของพุทธศาสนาเพื่ออบรมสั่งสอน พัฒนาจิตใจของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง พระจึงเป็นจิตวิญญาณของชุมชน และชุมชนเป็นผู้เกื้อหนุนพระและวัด พุทธศาสนาจึงยั่งยืนสถาพรในประเทศของเรา
บทสรุป
เรื่องนี้ชัดเจนว่า การสั่งการจากส่วนกลางให้ทำบัญชีออนไลน์หรือโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่ออกมติออกกฎเกณฑ์ใหม่ๆ แต่ไร้การบังคับใช้ที่เด็ดขาด ย่อมเป็นเพียงการแก้ขัด ตราบใดที่พระยังจับเงินสด มีอำนาจอนุมัติเงินล้าน หรือหาประโยชน์จากที่ดินวัด วงจรอุบาทว์เดิมๆ ก็จะกลับมา

“อาณาจักร” โดยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ ผู้รับผิดชอบ ต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการแก้กฎหมายคณะสงฆ์ และดึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามาร่วมบริหารจัดการทรัพย์สินวัดอย่างจริงจัง
และที่สำคัญที่สุด พุทธศาสนิกชนทุกคนต้องไม่เกรงกลัวที่จะเข้าไปตรวจสอบ คุมเข้ม และจัดการ ไม่ว่าจะเป็นพระชั้นผู้น้อยหรือพระผู้ใหญ่นามโด่งดัง ที่สำคัญต้องรีบดำเนินการ ก่อนที่เยาวชนคนรุ่นใหม่จะเลิกใส่ใจและเห็นความสำคัญของพุทธศาสนา
เราต้องแยกแยะให้ชัดเจน: พระพุทธศาสนายังคงเป็นสิ่งประเสริฐและบริสุทธิ์ แต่ผู้ที่กระทำผิดเหล่านั้น ไม่ใช่พระ… พวกเขาคือ “โจร” ในคราบผ้าเหลืองที่แฝงตัวเข้ามาทำลายศาสนา เมื่อโจรไม่บวชเพื่อเรียน ไม่บวชเพื่อปฏิบัติ แต่บวชเพื่อปล้นศาสนา สังคมและประชาชนจึงต้องร่วมมือกันกวาดล้างและจัดการอย่างเด็ดขาด โดยไม่ปล่อยให้ความเกรงใจมาบังตาจนศาสนาต้องพังพินาศลงไปต่อหน้าต่อตา
—————————-
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง



