แม้เวลานี้ฐานะของไทยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่เรียกว่า “วิกฤติทางการคลัง” แต่สถานการณ์ก็ได้ส่งสัญญาณเตือนดังขึ้นเรื่อย ๆ และสิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้สาธารณะที่กำลังขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของจีดีพี
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2569 หนี้สาธารณะคงค้างอยู่ที่ 13.05 ล้านล้านบาท หรือ 67.45% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากระดับ 41.06% ก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 62 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สัดส่วนหนี้สาธารณะ 67.45% อาจยังไม่ใช่เส้นแบ่งของวิกฤต และไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เพราะความสามารถในการบริหารหนี้ยังขึ้นอยู่กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ต้นทุนดอกเบี้ย โครงสร้างหนี้ และความสามารถในการสร้างรายได้ของรัฐบาล
แต่สิ่งที่ต้องจับตา คือ ระยะห่างระหว่างฐานะการคลังในปัจจุบันกับข้อจำกัดที่ประเทศกำหนดไว้ กำลังแคบลงเรื่อย ๆ จึงกลายเป็นเหตุผลที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้ออกมาส่งสัญญาณให้เห็น
ที่สำคัญ… สัญญาณครั้งนี้ มีความหมายมากกว่าการเตือนเรื่อง”หนี้” แต่ได้ชี้ให้เห็นว่าโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงจะกู้เงินเพิ่มได้อีกเท่าไร แต่ถ้าเกิดวิกฤติใหญ่อีกครั้ง รัฐยังเหลือ “พื้นที่” ให้ใช้นโยบายการคลังมากน้อยเพียงใด
แปลความง่าย ๆ ถ้าโลกยังเสี่ยงไม่หยุด ทั้งจากสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ รวมไปถึงโรคระบาด ที่สามารถเกิขึ้นโดยไม่มีใครคาดการณ์ได้ รัฐบาลจะมีเงิน มีงบประมาณ ออกมารองรับได้หรือไม่
แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลเตรียมจะออกมาตรการล็อตใหม่ ทั้งไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง หลังมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เฟสแรก กำลังจะหมดเวลาในสิ้นเดือนก.ย.นี้ รวมไปถึงการสนับสนุนให้ติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป การดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
ปัญหาคือ ทุกครั้งที่รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ย่อมหมายถึงพื้นที่ทางการคลังในอนาคตที่ถูกใช้ไปด้วย โดยสภาพัฒน์ประเมินว่า ปัจจุบันพื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือประมาณ 3-4% จึงเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งคิดว่า จะรักษาพื้นที่ที่เหลืออยู่ และสร้างพื้นที่ใหม่กลับมาได้อย่างไร
สภาพัฒน์ ย้ำให้เห็นว่า ความเสี่ยงในเวลานี้ อันดับแรก มาจากเรื่องของ “หนี้” ซึ่งเพิ่มขึ้นมากหลังโควิด แม้ยังไม่เข้าขั้นระดับวิกฤติ แต่ทุกวันนี้ยิ่งหนี้สูงขึ้น รัฐบาลก็ยิ่งต้องกันงบประมาณไว้สำหรับภาระหนี้มากขึ้น นั่นหมายความว่า จำนวนเงินที่จะนำมาลงทุน หรือนำมารับมือวิกฤติ จะเหลือเพียงน้อยนิด
ไม่เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องรายได้ของรัฐบาล ก็กำลังสวนทางกับรายจ่ายที่มากขึ้น ล่าสุด… รายได้สุทธิของรัฐบาลต่อจีดีพีลดจากประมาณ 16.7% ในปี 59 เหลือเพียง 15% ในปี 68
ขณะเดียวกันการก้าวเข้าสู่สังคมคนแก่ สังคมสูงวัยแบบเต็มรูปแบบ ทำให้คนที่จะหารายได้ให้รัฐกำลังลดน้อยถอยลง แต่กลายเป็นว่า รัฐต้องใช้เงินมาดูแลในเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ด้านสวัสดิการ เพิ่มมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ความเสี่ยงที่สำคัญจึงตกไปอยู่ที่เรื่องของรายจ่าย ที่ทุกวันนี้รัฐบาลต้องนั่งกุมขมับเพราะกดไม่ลง โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ ที่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสวัสดิการ เงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล
สภาพเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายไม่ใช่เพียงแค่สภาพัฒน์เท่านั้น ที่ออกมาส่งเสียงดัง ๆ ถึงผู้บริหารประเทศ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดย “ไม่ปรับโครงสร้าง” เชื่อได้เลยว่าเงินงบประมาณที่มีอยู่ย่อมไม่พอกับภารกิจที่ต้องทำแน่นอน
สภาพัฒน์ ได้นำเสนอทางออก ทั้งในเรื่องของการขยายฐานรายได้ คือทำอย่างไรให้คนทั้งประเทศเห็นความสำคัญของการเสียภาษี ในเมื่อต้องเสียเงินให้รัฐบาลแล้วสิ่งที่ได้รับคืออะไร
ขณะที่เรื่องของการตัดรายจ่ายที่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่ำ ไม่ใช่ว่าตัดแต่โครงการที่ง่าย ๆ แต่ต้องคิดว่าเงินที่จ่ายไปนั้นก็คือเงินของผู้เสียภาษี ดังนั้นเงินทุกบาททุกสตางค์ก็ต้องเกิดประโยชน์สูงสุด
หรือแม้กระทั่งเรื่องของสวัสดิการที่ต้องจ่ายให้ตรงจุด ตรงกลุ่ม ตรงความจำเป็น ไม่ใช่ช่วยแบบเหวี่ยงแห ใครที่ควรจะได้ ใครที่ไม่ควรจะได้ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่จำเป็นต้องมาจัดทัพใหม่ ให้ตรงเป้า รวมไปถึงการลงทุนในคนเพื่อให้มีทักษะมีงานที่มีผลิตภาพ และมีรายได้สูงขึ้น
ทั้งหลายทั้งปวง…เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ การส่งสัญญาณเหล่านี้ เกิดขึ้นมานาน แต่การขยับเขยื้อนในแต่ละเรื่องดูเหมือนว่ายังไม่ไปถึงไหน หากยังไม่มีการเอาจริงเอาจัง นั่นก็เท่ากับว่า…เวลาก็ยิ่งลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”


