การเมืองไทยช่วงนี้ กำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ไม่ได้มีแค่คดีฮั้ว สว. ที่กำลังลากยาว หลายล้านไมล์ แต่กำลังเดินเข้าสู่ทางแยก ซึ่งมีหลายเรื่อง ผุดขึ้นมารอกระแทกรัฐบาล

หนึ่งในนั้นคือ คดีบาร์โค้ด–QR Code บนบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 28 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย หลังมีการไต่สวนพยาน และถึงขั้นส่งตุลาการไปตรวจสอบสถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร บัตรที่เหลือ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งจริง

กับคำถามในประเด็นใหญ่คือ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยังเป็นการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

เพราะถ้าระบบบาร์โค้ดและ QR Code สามารถเชื่อมโยงกลับไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิและผลการลงคะแนนได้ ก็ย่อมเกิดคำถามเรื่องความลับของการลงคะแนน

แต่ถ้าศาลวินิจฉัยว่าระบบดังกล่าวไม่ได้ทำให้การลงคะแนนสูญเสียความเป็นความลับ ผลกระทบทางการเมืองก็ย่อมต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น 28 ก.ย. จึงเป็นวันชี้ชะตาของจริงว่าแรงสะเทือนจะลามไปถึงการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 แค่ไหน และอาจกลายเป็น จุดเขย่ากระดานอำนาจ เมื่อรัฐบาลกำลังเจอแรงกดดันรอบด้าน สวนทางกับกระแสพรรคส้มที่กำลังตีฟูขึ้นเรื่อยๆ งานนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องบัตรเลือกตั้ง แต่กำลังกลายเป็นเกมวัดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองทั้งกระดาน

เพราะหากผลวินิจฉัยกระทบต่อความชอบด้วยรัฐ ธรรมนูญของการเลือกตั้ง ก็อาจนำไปสู่คำถามต่อเนื่องที่ตามมาอีกร้อยแปด ตั้งแต่สถานะของผลการเลือกตั้ง ไปจนถึงกระบวนการจัดการเลือกตั้งและความรับผิดชอบของ กกต. ที่เป็นหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้งโดยตรง

นี่คือจุดที่ทุกขุมค่ายการเมืองต้องจับตา เพราะการเมืองไม่ได้เล่นกันแค่ในสภาแล้ว

ก่อนหน้านี้ คดีฮั้ว สว. ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้ว

กกต.มีมติจากผู้ถูกร้อง 427 คน ส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 77 คน โดยเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ขณะที่ไม่มีกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรี หรือแกนนำพรรคภูมิใจไทยอยู่ในกลุ่มที่ส่งดำเนินคดีตามมติดังกล่าว

ผลที่ออกมาจึงถูก ฝ่ายค้านและฝ่ายแค้น รุมถล่ม โดยพรรคประชาชน ยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้เอาผิด กกต. ในความผิดตามมาตรา 157 ขณะที่ฝ่าย กกต. ยืนยันกระบวนการพิจารณาตามพยานหลักฐานและขั้นตอนของกฎหมาย

นี่คือ เกมสองหน้า ที่ต้องแยกให้ออก หน้าแรกคือ คดีในกระบวนการยุติธรรม หน้าต่อไปคือ เกมความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งทั้งสองหน้า จบไม่พร้อมกัน

ยิ่งเมื่อมีการจับตาบทบาทของดีเอสไอ และ การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายค้านและสังคมตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระของกระบวนการสอบสวน

ขณะเดียวกัน สมการในสภาก็เริ่มมี สัญญาณสานสัมพันธ์ ระหว่าง ภูมิใจไทย–กล้าธรรม

หลังพรรคส้มประกาศขับพรรคกล้าธรรม พ้นวิปฝ่ายค้าน จู่ ๆ ก็มี “นาฬิกา CASIO” โผล่ขึ้นมา

นาฬิกาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สวมใส่ ถูกจับตาว่าเป็นรุ่นเดียวกับของนายอนุทิน และมีข้อมูลว่าด้านหลังสลักชื่อ อนุทิน ขณะที่ไผ่ ลิกค์ อธิบายว่าเป็นนาฬิกาที่ถอดจากมือ เจ้าของเดิม

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นาฬิกาเพื่อนธรรมดา แต่สะท้อนถึง จิ๊กซอว์สมการอำนาจ เพราะถ้ากล้าธรรมเสียบเข้าร่วมรัฐบาล สมการเสียงในสภาก็ย่อมเปลี่ยน

เกมนาฬิกาคาสิโอ เค้าว่าถูกเดินโดยค่ายสีน้ำเงิน ที่โยนลงมาก่อนการเปิดศึกซักฟอกของฝ่ายค้าน

เป็นการ แสดงอิทธิฤทธิ์ ว่า ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคเพื่อไทยยึกยัก ก็มี พรรคฝ่ายคอย อย่างพรรคกล้าธรรมเข้ามาเสียบได้ทันที

การเมืองตอนนี้กำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่ “ทุกคดี ทุกคะแนนเสียง และทุกความสัมพันธ์” เป็นจุดชี้ชะตา.

“ดาวฤกษ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่