กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศกำลังตกอยู่ในสภาพ “อ่วมอรทัย” จากพิษฝนแช่ข้ามคืนจนเกิดวิกฤติน้ำท่วมขัง สายน้ำที่ไหลบ่าไม่ได้พามาแค่ขยะหรือความเดือดร้อนของชาวบ้าน แต่ยังหอบเอา “ความไม่พอใจของประชาชน” มาถล่มใส่รัฐบาลอย่างหนักหน่วง

ทว่ายังไม่ทันที่น้ำในคลองจะแห้ง แนวรบทางการเมืองก็เปิดฉากขย่มซ้ำเติม “นายกฯหนู”  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแบบทันควัน

 กลายเป็น“เสือที่ต้องเผชิญมรสุม” รับศึกสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือเสียงก่นด่าจากผู้ประสบภัยที่ตั้งคำถามถึงระบบเตือนภัยห่วยแตก อีกด้านคือฝ่ายค้านที่จ้องจังหวะรุมสกรัมเตรียมเปิดศึกซักฟอกกลางสภา รัฐบาลที่คิดว่าจะประคองตัวสบายๆ ชั่วคราว จึงเจอวิกฤติศรัทธาสะดุดขาตัวเองอย่างจัง

จากภาพที่ปรากฏในวิกฤติต่างๆ สะท้อนชัดว่าการทำงานของภาครัฐกำลัง “เกียร์ว่าง” หรือ “ขาลอย” จากความเป็นจริง การแจ้งเตือนภัยที่ควรจะแม่นยำกลับกลายเป็นจุดด้อย การระบายน้ำและการประสานงานระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดคำถามลอยมาจากผู้คนว่า “นี่ทำงานไม่เป็น หรือมีใครแอบวางยารัฐบาลกันแน่?”

เพราะสำหรับคนบ้านจมน้ำ รถดับ งานหด และรายได้หาย การฟังคำว่า “ขอโทษครับ” จากผู้นำไม่ได้ช่วยให้ฟูกที่นอนแห้งขึ้นมาได้เลยงานนี้ทำรัฐบาลเสียแต้มหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะคนกรุงเทพที่เคยโดนคำพูด ว่า ”เอาอยู่”มาหลอกหลอนอีกครั้ง กลายเป็นภาพจำที่ติดลบหนัก

ล่าสุดผลสำรวจนิด้าโพล เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส สะท้อนให้เห็นว่า “พรรคประชาชน”ยังครองความนิยมทางการเมือง “อันดับ 1” โดย “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มีคนเชียร์ให้เป็นนายกฯร้อยละ 24.72 ขณะที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล อยู่อันดับ 3 ที่ร้อยละ 13.76 รองจากกลุ่มที่ยังหาบุคคลเหมาะสมไม่ได้ ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 19.80

ส่วนพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเชียร์ตอนนี้ พบว่า “พรรคประชาชน สายส้ม” นำโด่งร้อยละ 35.40 ทิ้งห่าง “พรรคเพื่อไทยสายแดง” ที่ได้ร้อยละ 18.44 และ”พรรคภูมิใจไทย สายน้ำเงิน ” อยู่ที่ร้อยละ 12.08  ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ร้อยละ 9.80

นัยสำคัญทางการเมืองอยู่ที่คะแนนนิยมพรรคส้มที่ทรงพลัง กลับมาแข็งแกร่ง แต่คะแนนตัวบุคคลยังไม่สามารถกวาดความเชื่อมั่นได้ในระดับเดียวกัน โดยคะแนนสนับสนุน “หัวหน้าเท้ง”ต่ำกว่าคะแนนนิยมพรรคถึง 10.68 จุด สะท้อนว่าฐานสนับสนุนพรรคยังมีพื้นที่มากกว่าความนิยมในตัวแคนดิเดตนายกฯ ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังหาบุคคลเหมาะสมไม่ได้สูงถึงร้อยละ 19.80 มากกว่าคะแนนของ “อนุทินและดร.เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” สะท้อนว่ายังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่ตัดสินใจเลือกผู้นำอย่างชัดเจน

เมื่อเห็นจังหวะกว้าง “หัวหน้าเท้ง” ผู้นำฝ่ายค้านค่ายส้ม จึงไม่รอช้า ขยี้ประเด็นทันที เรียกร้องให้นายกฯ ออกมารายงานสถานการณ์น้ำรายวันกลางสภา พร้อมส่ง “ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ประธาน กมธ. ป้องกันภัยธรรมชาติฯ ออกมาแฉตัวเลขการระบายน้ำของแต่ละหน่วยงานที่ “ไม่ตรงกันสักก้อน”

ในยามวิกฤติ ข้อมูลมั่วไม่ใช่เรื่องตลก เพราะชาวบ้านไม่รู้จะเชื่อใคร จะยกของหนีน้ำ หรือจะปักหลักรอ ซึ่งเมื่อเกิดความเสียหาย คนแรกที่ต้องรับสหบาทาก็คือ “รัฐบาล” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อสยบกระแสลบ “นายกฯอนุทิน” จึงต้องสวมบทบาทผู้นำสายลุย ลงพื้นที่สวมกอดประชาชน พร้อมงัดไม้เด็ด “ควักเงินส่วนตัวแจกชาวบ้านคนละ 1,000 บาท” พร้อมชี้แจงทันทีว่าเป็นเงินสะอาดที่มาจากเงินเดือนข้าราชการของตนเอง เพื่อช่วยค่าข้าว เป็นการแก้ปัญหาเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพราะขณะลงไปนั้นถุงยังชีพขาดไม่เพียงพอ

 แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าต้องโดนทัวร์ลงเรื่อง “แจกเงินสร้างภาพ ” จึงบอกยอมน้อมรับ“พร้อมรับฟังทุกคำด่า ขอแค่ได้ช่วย”

ทว่าในโลกความเป็นจริง การควักกระเป๋าตังค์ผู้นำแจกแบงก์พัน อาจจะซื้อใจคนในพื้นที่ได้บางจุด แต่มันไม่อาจทดแทน “ระบบเยียวยาของรัฐ” ที่ควรจะทั่วถึงและควรมีหลักเกณฑ์ชัดเจนได้ สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่ “อัศวินขี่ม้าขาวมาแจกทาน” แต่คือระบบราชการที่ไม่ต้องรอให้เป็นข่าวแล้วผู้นำค่อยเหาะไปช่วย

ดราม่าคุกรุ่นยิ่งขึ้น เมื่อภาพ “นายกฯหนู” ชิลๆ ไปตรวจโรงครัวพรรคภูมิใจไทย หลุดออกมาในขณะที่สภากำลังเครียดกับการเปิดอภิปรายเรื่องน้ำท่วม ฝ่ายค้านพรรคส้มจึงเปิดฉากถล่มผ่านโซเชียลทันที ถามเจ็บๆ ว่า “นายกฯ หายไปไหน ทำไมไม่มาฟังปัญหาในสภา?” แถมยังจี้ปมเรื่องการสั่งข้าวกล่องผ่านแอปฯ Delivery อย่าง GrabFood ไปแจกผู้ประสบภัยว่า “น้ำท่วมมิดหัว ไรเดอร์ที่ไหนจะขับมอเตอร์ไซค์ไปส่ง?”

พร้อมมีคำพูดที่เจ็บจี๊ดจาก “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ตัวตึงพรรคส้ม ว่า ถ้าไม่มีใครสอนสส.ปชน.จะสอนให้ พร้อมลิสต์ ข้อควรทำแจกข้าวกล่องคนน้ำท่วม

แม้มุมของรัฐบาลจะมองว่าการจัดโรงครัวกับการส่งอาหารคือการทำงานแก้ปัญหาแบบทันท่วงที แต่มุมของฝ่ายค้าน สภาคือพื้นที่ที่ผู้นำต้องให้เกียรติประชาชนผ่านตัวแทน การเลือกไปยืนอยู่กับภารกิจพรรคมากกว่าภารกิจสภา จึงกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” เปิดแผลให้ฝ่ายค้านสับเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของนายกรัฐมนตรีไปเต็มๆ

ย้ายวิกมาดูวิกฤติน้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ คนที่ควรรับผิดชอบเต็มๆ ย่อมหนีไม่พ้น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แต่แปลกที่เสียงด่ากลับลอยข้ามศีรษะผู้ว่าฯ ไปตกใส่ “รัฐบาลอนุทิน” ชนิดที่เรียกว่ารับเคราะห์แทน

อย่างไรก็ตาม ปมใหญ่ที่กำลังกัดเซาะ กทม. ในเวลานี้ คือการเปิดแผลจาก อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ออกมาฉะเรื่อง “โครงการบึงรับน้ำคู้บอน เขตคันนายาว” เนื้อที่ 130 ไร่ จุน้ำได้กว่า 8.7 แสนลูกบาศก์เมตร

“อรรถวิชช์” แฉยับว่า โครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำรินี้ ผ่านประชาพิจารณ์และมีงบเวนคืนรองรับมาตั้งแต่ปี 2560 ชัดเจน แต่พอเปลี่ยนยุคมาเป็นผู้ว่าฯ ชัชชาติ ในปี 2565 โครงการกลับหยุดชะงัก จนกระทั่งปลายปี 2567 กทม. กลับประกาศยกเลิกบึงคู้บอนและบึงบางชัน โดยอ้างว่าจะไปใช้อุโมงค์ระบายน้ำแทน

ผลลัพธ์คือ พื้นที่สงวนรับน้ำถูกตัดออกจากร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ เปิดทางให้นายทุนและบริษัทอสังหาริมทรัพย์กว้านซื้อที่ดินเกษตรกรรมไปกั้นรั้วสร้าง “หมู่บ้านจัดสรร” ส่งผลให้กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกสูญเสียแก้มลิงธรรมชาติไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อฝ่าย กทม. อ้างว่าต้องยกเลิกเพราะงบเวนคืนสูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท “อรรถวิชช์” ก็งัดหลักฐานโต้ทันควันว่า เอกสารเดิมตั้งงบไว้แค่ 254 ล้านบาท เท่านั้น การนำตัวเลขหมื่นล้านมาอ้างเป็นการข่มให้ดูเกินจริง พร้อมส่งสัญญาณเตรียมยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. เข้ามาเช็กบิลการยกเลิกโครงการนี้อย่างถึงที่สุด

ขณะที่วิกฤติน้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ฝ่ายค้านส่งสัญญาณเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเดือน ต.ค.–พ.ย. โดยมีประเด็นที่ถูกกล่าวถึงก่อนหน้านี้ ทั้งการบริหารนโยบาย การทุจริตที่ถูกกล่าวหา และกรณีฮั้วเลือก สว.จากมติ กกต. ส่งผู้ถูกร้อง 77 รายเข้าสู่กระบวนการศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ในจำนวนนี้มี สว. ปัจจุบัน 26 ราย ไม่มีคนการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยติดบ่วงเลย

แม้กระบวนการทางศาลยังไม่ตัดสิน แต่ในทางการเมือง นี่คือเชื้อไฟที่ฝ่ายค้านจะนำมาถล่มเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและเสถียรภาพขององค์กรอิสระกลางสภาซักฟอก จะส่งผลวิกฤติศรัทธาระลอกใหม่ที่สังคมต้องจับตา

น้ำหนักของศึกซักฟอกจึงอยู่ที่ว่าฝ่ายค้านจะนำหลักฐานที่ตรวจสอบที่ได้มา สามารถเชื่อมข้อกล่าวหากับผู้มีอำนาจได้ชัดเจนหรือไม่ และรัฐบาลจะตอบคำถามได้ครบถ้วนเพียงใด หากมีหลักฐานชัดเจน อาจสร้างแรงกดดันให้พรรคร่วมต้องอธิบายจุดยืนของตนเองต่อสาธารณะ

วิกฤติน่ากลัวที่สุดของ “รัฐบาลอนุทิน” ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่มวลน้ำมหาศาลที่กำลังไหลผ่านกรุงเทพฯ แต่มันคือ “มวลความผิดหวัง”

ศึกซักฟอกที่กำลังจะมาถึง คือเวทีตัดสินว่าฝ่ายค้านจะเปลี่ยนกระแสน้ำตาของผู้ประสบภัย ให้กลายเป็นกระแสน้ำเชี่ยวเซาะกร่อนพัดพา “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ให้พังครืนลงได้หรือไม่ ท่ามกลางเสถียรภาพที่ดูจะแน่นปึก?

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่