สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผลิตนมผงหลายแห่งของสหรัฐ และตัวแทนจากบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่รวมถึงวอลมาร์ต และทาร์เก็ต เกี่ยวกับวิกฤติการขาดแคลนนมผงสำหรับเด็กแรกเกิด และเด็กเล็ก
ผู้นำสหรัฐกำลังพิจารณามาตรการหลายข้อ ซึ่งรวมถึงการใช้กฎหมายการผลิตในยามสงคราม ( Defense Production Act ) ซึ่งจะเป็นการที่ประธานาธิบดีมีอำนาจโดยตรง ในการสั่งให้ผู้ประกอบการต้องผลิตสินค้า และจัดลำดับความสำคัญของสินค้าที่ต้องผลิต เมื่อเกิดภาวะขาดแคลน โดยทั้งไบเดนและผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้า คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยใช้กฎหมายนี้มาแล้ว ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ขั้นวิกฤติ
ขณะเดียวกัน ไบเดนสั่งการให้คณะกรรมการการค้าแห่งชาติ ( เอฟทีซี ) ตรวจสอบว่ามีการกักตุนสินค้า และการขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลสมควรหรือไม่ ด้านคณะกรรมการอาหารและยา ( เอฟดีเอ ) เตรียมประกาศมาตรการที่รวมถึง การนำเข้านมผงจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ สหรัฐประสบกับภาวะขาดแคลนนมผงมานานหลายเดือนแล้ว โดยเป็นผลจากอุปสรรคหลายประการที่เกิดขึ้นกับห่วงโซ่อุปทาน และภาวะเงินเฟ้อที่สูงลิ่วในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและการกระจายนมผงในประเทศ ลดลงประมาณ 40%
อนึ่ง ประเด็นเรื่องการขาดแคลนนมผงในสหรัฐยิ่งทำให้รัฐบาลไบเดน และสภาคองเกรสตกเป็นเป้าหมายของการวิจารณ์จากชาวอเมริกันมากขึ้น เนื่องจากในสัปดาห์นี้ สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างงบประมาณช่วยเหลือยูเครนฉบับใหม่ เป็นวงเงินเกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.39 ล้านล้านบาท ) โดยพรรครีพับลิกันวิจารณ์เรื่องนี้อย่างหนัก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



