เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ศ.ดร.สุขาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.คลัง และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าเกี่ยวกับปัญหาทางการเงิน การคลังของประเทศไทย ว้า 1.รู้สึกแปลกใจ ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวหาว่า ผู้อื่นว่าได้สร้างหนี้ไว้ให้ แล้วโยนภาระหนี้ให้แบงก์ชาติดูแลเหมือนกับซุกหนี้ไว้ใต้พรม นับเป็นการพูดส่งเดช ไม่มีความรู้การบริหารเศรษฐกิจ แสดงถึงความเบาปัญญา เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
2.ไม่มีระบบและกฎหมายใดๆ ที่รัฐบาลจะสามารถโอนหนี้รัฐบาลให้ธนาคารกลางได้ เว้นแต่หนี้นั้นไม่ใช่หนี้ของรัฐบาล เช่น หนี้ของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน ที่เกิดจากการล้มละลายในปี 40 ซึ่งเป็นของสถาบันการเงินต่างๆ ที่ธนาคารชาติดูแล
3.รัฐบาลจึงควรออกมาขอโทษประชาชนและนักลงทุนทั่วโลก ที่พูดแบบไม่มีความรู้ความเข้าใจ จะทำให้ผู้คนคิดว่ารัฐบาลโง่เขลา จนไม่มีผู้เข้ามาลงทุน ทำให้ประเทศจะแย่ ไม่เจริญเติบโต คนตกงานและไม่มีรายได้
4.ในโอกาสต่อไป รัฐบาลควรมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารเศรษฐกิจอย่างแท้จริงออกมาพูด เพราะนับเป็นเรื่องความเชื่อมั่นต่อผู้บริหารประเทศ
5.หนี้โครงการรับจำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากงานวิจัยของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันทีดีอาร์ไอ เผยแพร่เมื่อเดือน พ.ย.57 (หลังมีการรัฐประหารแล้ว) มีการรับจำนำข้าวทั้งหมด 5 ฤดู รอบฤดูกาลผลิตปี 54/55 ถึงปี 56/57 รับจำนำข้าวเปลือก 54.35 ล้านตัน เป็นเงินซื้อข้าว 8.57 แสนล้านบาท โดยเกิดผลประโยชน์ส่วนเกินจากโครงการจำนำข้าวที่ตกแก่ชาวนา 5.6 แสนล้านบาท ดังนั้น จึงขาดทุนทางเศรษฐกิจโดยรวมเพียง 3.15 แสนล้านบาท โดยที่การขาดทุนส่วนใหญ่ เกิดจากคณะรัฐประหาร นำข้าวดีจำนวนมากมาย ไปขายเป็นข้าวเน่าทำอาหารสัตว์ ทำเชื้อเพลิง จึงไม่ใช่ที่นายกฯ พูดว่า “ตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมาโครงการจำนำข้าวขาดทุน 957,000 ล้านบาท รัฐบาลนี้ตั้งงบประมาณชำระหนี้ไปแล้ว 781,000 ล้านบาท” นับเป็นการพูดเกินความเป็นจริงกว่า 3 เท่าตัว
6.หนี้สมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีเพียงแค่ 45.91% ของ “จีดีพี” แต่หนี้สาธารณะของรัฐบาลประยุทธ์ปัจจุบัน คิดเป็นถึง 60.58% ของจีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างมาก จริงๆ โดยหนี้สาธารณะของไทยตอนนี้ 9.95 ล้านล้านบาทแล้ว เกิดจากรัฐบาลนี้สร้างขึ้นกว่า 4.4 ล้านล้านบาท เพราะบริหารแล้ว เศรษฐกิจไม่เจริญเติบโต รายได้ภาษีน้อย รัฐบาลจึงไปกู้มาใช้จำนวนมากมาย ในหนี้ 4.4 ล้านล้านบาทนี้ รัฐบาลในช่วงปี 62-64 ได้สร้างหนี้เพิ่มจากโครงการประกันรายได้เกษตรกร สินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าว และอื่นๆ อีกอย่างน้อย 247,250 ล้านบาท ใกล้ๆ กับส่วนที่ขาดทุนทางเศรษฐกิจในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยที่เงิน 247,250 ล้านบาท จ่ายไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในมือเลย ไม่เหมือนโครงการจำนำข้าวที่มีข้าวสารเหลืออยู่มากมาย แต่คณะรัฐประหารนำไปขายเป็นข้าวเน่า
7.นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสั่งปิดกิจการต่างๆ ของเอกชนมากมายและนานเกินไป ประชาชนถูกห้ามทำมาหากิน จึงต้องไปกู้มากินมาใช้ ทำให้หนี้ครัวเรือนทั้งประเทศสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 59.3% ของจีดีพี ในปี 53 เป็นกว่า 90% ของจีดีพี ดูแล้วทั้งประเทศเป็นหนี้มากเกินไป ทั้งในภาครัฐและภาคประชาชน จะไม่มีเงินพอในการลงทุนพัฒนาประเทศ เพราะต้องใช้หนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เจริญเติบโต



